5 Facts ที่ทำให้ LVMH คือธุรกิจแฟชั่นหรูที่ประสบความสำเร็จ

5 Facts ที่ทำให้ LVMH คือธุรกิจแฟชั่นหรูที่ประสบความสำเร็จ

ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตแบรนด์ในเครือของ LVMH ส่งผลให้ Bernard Arnault และครอบครัวติด Top 3 มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก มีทรัพย์สินราว ๆ 196 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแข่งกับ Jeff Bezos, Elon Musk, Bill Gates, Mark Zuckerberg และ Warren Buffett (ข้อมูลจาก Forbes ณ วันที่ 19/6/2021 Real Time Billionaires

อะไรกันล่ะ? ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจแฟชั่นได้มากขนาดนี้? และอิทธิพลของศิลปิน K-Pop มีผลอย่างไรต่อการเติบโต.. ตามมาอ่านเรื่องราวที่ไล่เรียงจาก PN Storetailer กันค่ะ 

LVMH คืออะไร? 

LVMH Moët Hennessy • Louis Vuitton หรือที่นิยมเรียกกันว่า LVMH คือ เครือบริษัทมหาชนจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่มี Bernard Arnault เป็น CEO ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าหรูหราชั้นนำระดับโลก มีแบรนด์ในเครือมากกว่า 75 แบรนด์ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior, Celine, Bvlgari, Givenchy, Fendi, Tiffany & Co. และอื่น ๆ อีกมากมาย

LVMH คือ

LVMH Group

แบรนด์ในเครือ LVMH

แบรนด์ในเครือ LVMH

กราฟความรวยของ Bernard Arnault ที่สวนทางกับ Covid19

Bernard Arnault (เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์) นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสเจ้าธุรกิจแฟชั่นแบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ (Luxury Brand) เครือ LVMH ที่นิตยสาร Forbes ขนานนามให้เขาว่าเป็น “Taste-maker” หรือผู้สร้างรสนิยม  

หลายคนอาจจะเคยเห็นคำพูดว่า “คนนี้เทสต์ดีจัง” , “เราชอบเทสต์คุณคนนี้จัง” ซึ่งเทสต์แบบนี้แหละค่ะ ที่ฟอร์บบอกไว้ว่า ‘เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์’ ได้สร้างขึ้นมาให้ผู้คนได้หลงใหลผ่านสินค้าแบรนด์เนมสุดหรูต่าง ๆ ในเครือของเขาอย่างที่เราเกริ่นไปตั้งแต่ต้น 

Bernard Arnaults Earnings Chart

กราฟความรวยที่พุ่งสูงขึ้นของ Bernard Arnault : อัพเดทล่าสุดจาก Forbes วันที่ 6/4/2021

จะเห็นได้ว่าภายในปี ค.ศ. 2020-2021 เพียงแค่ไตรมาสแรก กราฟความร่ำรวยอาร์โนลต์พุ่งขึ้นสูงมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงระบาดของ Covid19 

ภายในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2021 Timesnownews บอกไว้ว่า ทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 50.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ!!!

Forbes อัพเดทล่าสุดวันที่ 6/4/2021 Bernard Arnault & family มีทรัพย์สิน 150 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

รายชื่อมหาเศรษฐีแบบเรียลไทม์ 14-6-2021

รายชื่อมหาเศรษฐีแบบเรียลไทม์ ภาพที่แคปไว้วันที่ 14-6-2021

THE REAL-TIME BILLIONAIRES LIST ที่จัดเรียงโดย Forbes ก็เผยให้เห็นว่าวันที่ 14/6/2021 เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์และครอบครัว กลายเป็นคนที่ร่ำรวยอันดับ 1 ผลัดกันขึ้นผลัดกันลงกับ Jeff Bezos และ Elon Musk 

แม้การขึ้น-ลงของอันดับจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามการขึ้นลงของหุ้น แต่ก็ถือว่าอาร์โนลต์พาธุรกิจแฟชั่นก้าวขึ้นมาได้อีกขั้น และคิดว่าเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นี้..

1. จุดเริ่มต้นของ LVMH ที่บริหารโดย Bernard Arnault 

Bernard Arnault เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวยอยู่แล้ว พ่อของเขาเป็นเจ้าของบริษัทก่อสร้าง Ferret-Savinel ในเมือง Roubaix ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส 

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์เรียนจบปริญญาสาขาวิศวกรรมที่ Ecole Polytechnique ในปี ค.ศ. 1971 

หลังเรียนจบเขาก็เข้ามาช่วยงานที่บริษัทของพ่อ แม้พ่อจะเป็นเจ้าของ แต่เขาก็เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยการเป็นวิศวกรโยธา ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ความสามารถในการขยับตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนในปี ค.ศ. 1978 เขาสามารถดำรงตำแหน่งประธานบริษัทได้ 

เขาเริ่มเห็นและเส้นทางธุรกิจแฟชั่นได้ตอนที่ย้ายไปอยู่ที่คอนโดมิเนียมย่านคนรวยในประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากผลกระทบทางการเมือง 

เมื่อกลับมาที่ฝรั่งเศส เขาก็ได้เข้ามาจับทางธุรกิจแฟชั่นแบรนด์หรูเต็มตัว โดยการซื้อหุ้นของบริษัท Financière Agache ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าแบรนด์เนมอย่าง Christian Dior โดยเขาใช้ความสามารถทางการบริหารธุรกิจและการตลาด ทำให้ Christian Dior ประสบความสำเร็จ สร้างกำไรจนกลายเป็นตัวชูโรงของบริษัทได้ในที่สุด 

ปี ค.ศ. 1989 อาร์โนลต์ขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กลายเป็นประธานบริษัท LVMH Moët Hennessy Louis Vuitton และได้สร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมหรูหราชั้นนำระดับโลกมากมายอย่างที่เรากล่าวมาในข้างต้น 

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ซีอีโอ LVMH

Bernard Arnault CEO LVMH : Pic by businessinsider

แบรนด์ไหนที่เขาเห็นว่าสามารถไปได้อีกไกล เขาก็จะซื้อหุ้นไว้เมื่อเห็นว่าบริหารแล้วไปได้สวยเขาก็จะซื้อมาไว้ในเครือ LVMH ทั้งหมด จนกลายเป็นอาณาจักรแบรนด์หรูที่มีมากกว่า 75 แบรนด์  

ซึ่ง LVMH ไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าแฟชั่นและเครื่องหนัง แต่ยังมีเครื่องประดับและอัญมณี, น้ำหอมและเครื่องสำอาง, ไวน์และสุรา, ร้านค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย 

โดยล่าสุด ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2021 อาร์โนลต์ทุ่มเงิน 15.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อกิจการบริษัทจิวเวลรี่สัญชาติอเมริกัน Tiffany & Co. เข้ามาอยู่ในกลุ่ม LVMH ได้สำเร็จอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ซื้อหุ้นและเจรจากันมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2019 

อาร์โนลต์เคยพูดไว้ว่า

“I take time to get close to, and I don’t immediately throw my arms round someone.” 

ก็คือเขาเปรียบเปรยว่า เขาจะค่อย ๆ ใช้เวลาในการเข้าไปใกล้ ๆ และจะไม่เข้าไปโอบไหล่ใครซักคนในทันที ซึ่งก็สอดคล้องกับการที่เขาใช้การซื้อหุ้นก่อน เมื่อมันรุ่งก็ค่อยซื้อเข้ามาเป็นของตัวเอง 

ซึ่งคนเขียนมองว่า นอกจากความคิดที่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเก่งของอาร์โนลต์แล้ว คนในทีมหรือพนักงานที่เขาทำงานร่วมด้วย ก็เป็นคนเก่งเช่นกัน เหมือนเป็นแรงเสริมให้กันในการก้าวไปสู่ความสำเร็จนั่นเอง

2. Asia คือฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุด 

เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์เคยกล่าวไว้ว่า 

“What we do in our group is the opposite of the bad effects of globalization. We produce in Italy and in France and we sell to China, when usually it’s the opposite. – สิ่งที่กลุ่มของเราทำนั้น สวนทางกับผลเสียของโลกภิวัฒน์ เราผลิตในอิตาลีกับในฝรั่งเศส และเราขายสินค้าให้กับจีน ซึ่งปกติแล้วคนอื่นจะทำตรงกันข้าม” (สัมภาษณ์กับ Time ปี 2550

ปกติเราก็จะเห็นสินค้าส่วนใหญ่จะผลิตที่จีนและราคาถูกมากเพื่อส่งออกให้ประเทศอื่น ๆ ขายต่อใช่ไหมล่ะคะ แต่สิ่งที่ LVMH ทำนั้นตรงกันข้ามเลย

จากภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่าประเทศที่สร้างรายได้ให้กับพวกเขาคือ แถบเอเชีย

กราฟแสดงรายได้ตามภูมิภาคของ LVMH ปี 2020

แผนภูมิแสดงรายได้ตามภูมิภาคของ LVMH ปี 2020 (% จากรายได้ทั้งหมด) ข้อมูลจาก lvmh

ในช่วงปี 2020 เอเชียสร้างรายได้ให้ LVMH ไป 34% จากทั้งหมด ถือเป็นอันดับที่สูงที่สุด ตามมาด้วยประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ตามลำดับ 

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าทำไม LVMH ถึงต้องแต่งตั้งศิลปิน K-POP รวมถึงศิลปินชาวจีนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

3. อิทธิของศิลปิน K-Pop ที่ส่งผลต่อการเติบโต

ช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ เจ้าของแบรนด์หรูระดับไฮเอนด์ต่าง ๆ หันมาตีตลาดฝั่งเอเชีย ด้วยการใช้ศิลปิน K-Pop มากขึ้น จากคนเขียนที่ตามเคป็อบระดับหนึ่ง จะเห็นได้ว่า Instagram ของเหล่าไอดอลมักจะมีการใส่เสื้อผ้า, เครื่องประดับของแบรนด์เหล่านั้นเพื่อโปรโมทให้ด้วย และมันก็เป็นการตลาดที่ดีเยี่ยมมาก ในการใช้ไอดอลเป็น Influencer 

เพราะถ้าพูดในมุมแฟนคลับ เมื่อเขาได้รักหรือชอบศิลปินคนไหนไปแล้ว พอศิลปินมีผลงาน แฟนคลับก็จะคอยสนับสนุน และเมื่อศิลปินใช้อะไร พวกเขาก็จะใช้ตาม ซึ่งไม่ใช่แค่ศิลปินคนเดียวที่จะทรงอิทธิพลนะคะ ไอดอล K-Pop เมื่อมีคนหนึ่งใช้แบรนด์นี้ และมีอีกหลาย ๆ คนใช้ตามกัน มันก็จะยิ่งส่งผลต่อความรู้สึกของแฟนคลับต่อกันไปเป็นทอด ๆ 

และนอกจากไอดอล K-Pop จากฝั่งเกาหลีแล้ว ไอดอลหรือศิลปินจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็มักจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador, Muse, หรือ Friends ของแบรนด์เช่นกัน 

  • Celine กับไอดอล 

Celine เป็นแบรนด์ในเครือของ LVMH ก่อนหน้านี้พูดตามความจริงเลยนะคะว่าคนเขียนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องแบรนด์เนมมากเท่าไหร่ และไม่รู้จักแบรนด์นี้มาก่อน เพราะแบรนด์อาจจะเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่ม 

แต่เมื่อน้องลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ Lisa Blackpink สาวไทยที่ดังไกลในวงการ K-Pop (ตอนนี้ได้ดังไปถึงระดับโลกแล้วเรียบร้อย) เข้ามาเป็น Muse ก็ทำให้คนเขียนและแฟนคลับหลาย ๆ คนรู้จักแบรนด์นี้มากขึ้น จากแบรนด์ที่นิยมเฉพาะกลุ่ม ก็เริ่มแมสขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดลิซ่าก็ได้กลายเป็น Global Brand Ambassador คนแรกของ Celine และหลังจากนั้นก็จะเห็นไอดอลชาวเกาหลีและจีน เริ่มใส่เสื้อผ้าจาก Celine มากขึ้นตามลำดับ 

Lisa BlackPink – CELINE Global Brand Ambassador

มาดูภาพของลิซ่าและเหล่าไอดอลกับการสวมใส่แบรนด์ Celine กัน 

Lisa BlackPink กับแบรนด์ CELINE

V, Jungkok, Jimin – BTS กับแบรนด์ CELINE

Jaemin, Taeyong NCT, NCT Dream กับแบรนด์ CELINE

Mark Tuan, Soobin TXT, Cha Eunwoo Astro กับแบรนด์ CELINE

Cai Xukun, Esther Yu, Yu Jingtian – PD และผู้เข้าแข่งขันจากรายการ YouthWithYou กับแบรนด์ CELINE

  • Bvlgari กับไอดอล 

Bvlgari เป็นแบรนด์เครื่องประดับอัญมณีจากประเทศอิตาลี ซึ่งก็เป็นอีกแบรนด์ในเครือ LVMH โดยบุลการีก็ได้ น้องลิซ่า มาเป็น Global Brand Ambassador เช่นกัน

Lisa BlackPink – BVLGARI Global Brand Ambassador

แบรนด์แอมบาสเดอร์อีกคนที่รู้จักในวงการ K-Pop คือ Kris Wu ศิลปินชาวจีนมากความสามารถที่ดังทั้งในจีนและมีผลงานระดับโลกด้วย ซึ่งคริสเป็นอดีตสมาชิกวง EXO

Kris Wu – BVLGARI Global Brand Ambassador

ส่วนหัวหน้าวง EXO อย่าง Suho EXO ก็เป็น Korean Ambassador ของแบรนด์นี้ค่ะ

Suho EXO – BVLGARI Brand Ambassador of Korea

อีกคนที่ Bvlgari เลือกให้เป็น Brand Ambassador ของประเทศจีนและเป็นสายไอดอลคือ Fan ChengCheng อดีตผู้เข้าแข่งขันจากรายการ Idol Producer ที่ได้เดบิ้วต์ในอันดับ 3 ของวง Nine Percent (ตอนนี้เขาอยู่ในวง NEX7 วงบอยแบนด์จีนค่ายยักษ์ Yuehua)

Fan ChengCheng – BVLGARI Brand Ambassador of China

ศิลปินและไอดอลกับแบรนด์ Bvlgari

Jessica Jung อดีตสมาชิกวง SNSD และ Yuri SNSD กับแบรนด์ Bvlgari

Zico และแรปเปอร์ในวงการ K-Pop กับแบรนด์ Bvlgari

  • Louis Vuitton กับไอดอล 

สำหรับแบรนด์นี้เราทราบกันดีว่าเป็นแบรนด์คู่บุญของ LVMH เลยก็ว่าได้ ปัจจุบันวง BTS เป็น House Ambassadors ของ Louis Vuitton (อันเดียวกันกับ Global Brand Ambassadors แค่เรียกคนละแบบกับแบรนด์อื่น) 

BTS เป็นศิลปิน K-Pop มากความสามารถ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นวงบอยแบนด์ที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกไปแล้ว เรียกได้ว่าคู่ควรและเหมาะสมเป็นที่สุดเลยค่ะ อีกอย่างที่คนเขียนชอบมากเลยก็คือ BTS จะรับเฉพาะงานวง ฉะนั้นแบรนด์ไหนที่ดึงตัว BTS ไปเป็นพรีเซนเตอร์ได้ต้องทุ่มหนักมากเลยนะคะ แล้วยิ่ง Louis Vuitton ได้ BTS ไปเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์แล้วเนี่ย ยิ่งต้องทุ่มเงินมากกว่าคนอื่น ๆ เลย แต่ก็ถือว่าคุ้มและเป็นดีลที่ลงตัวทั้งสองสองฝ่ายเลยแหละ เพราะต้องยอมรับว่า BTS นั้นเป็นระดับท็อปของวงการและ Louis Vuitton ก็เป็นแบรนด์หรูไฮเอนด์เบอร์ต้น ๆ เช่นกัน ปรบมือให้กับทั้งคู่เลยค่ะ 😀

BTS – House Ambassadors for Louis Vuitton

อีกคนคือ Kris Wu ก็เป็น House Ambassador ให้แบรนด์นี้เช่นกัน ถ้าพูดถึงคุณคริสคนนี้เขาปังมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วค่ะ เป็นคนที่ Poppular ทั้งใน K-Pop, จีน และอินเตอร์ เขาได้ร่วมงานกับแบรนด์หรูดัง ๆ มากมาย และอยู่ในเครือ LVMH ทั้งนั้นเลย จะเรียกได้ว่าเขาเป็นลูกรักอีกคนของ LVMH ได้มั้ยน้าา 😀

Kris Wu – House Ambassadors for Louis Vuitton

เหล่าไอดอลกับแบรนด์ Louis Vuitton

Mino Winner, Sehun EXO, Cha Eunwoo Astro กับแบรนด์ Louis Vuitton

Taeyeon SNSD, Jessica Jung, Krystal Jung กับแบรนด์ Louis Vuitton

Tzuyu and Jeongyeon Twice, Jaypark, Kang Daniel กับแบรนด์ Louis Vuitton

Lisa BlackPink, Seulgi Red Velvet, Sunmi กับแบรนด์ Louis Vuitton

  • Chistian Dior กับไอดอล 

Chistian Dior ก็เป็นแบรนด์คู่บุญที่ แบร์นาร์ด อาร์โนลต์ ทำการตลาดมาจนกลายเป็นแบรนด์หรูที่ใคร ๆ ต่างก็อยากได้มาครอบครอง

ไอดอลเคป็อบที่เป็น Global Brand Ambassador คือ Jisoo BlackPink  ถือว่าจีซูเป็นสาวสวยที่เหมาะกับภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้มาก ๆ เลยค่ะ

Jisoo BlackPink – Dior Global Brand Ambassador

สังเกตว่าแบรนด์ Dior จะมีภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นหนุ่มสาวสาย Visual ที่ดูละมุน, สำอางและดูคลีน ๆ อย่างฝั่งผู้ชายก็จะเป็น Sehen EXO ที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ Dior Men ค่ะ 

ซึ่งก่อนหน้านี้เซฮุน ก็เคยร่วมงานกับ LVMH มาหลายครั้ง โดยเฉพาะกับแบรนด์ Louis Vuitton ที่เซฮุนไปร่วม Event จนเคยได้รับยกย่องให้เป็น Best-Dressed Man อยู่บ่อยครั้งในงานแฟชั่นโชว์ของแบรนด์

Sehun EXO – Brand Ambassador for Dior Men

และอีกคนที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ Dior มาอย่างยาวนานคือ Bae Suzy อดีตสมาชิกวง Miss A ที่ตอนนี้ผันตัวไปอยู่สายการแสดงที่มีซีรีส์โด่งดังมากมาย

Bae Suzy – Dior Brand Ambassador

มาดูภาพไอดอลกับแบรนด์ Dior กัน

V and J-hope BTS กับแบรนด์ Dior

Somi, Yeri Red Velvet, Jessica Jung กับแบรนด์ Dior

Yoona SNSD, Tiffany Young, Sunmi กับแบรนด์ Dior

  • Tiffany & Co. กับไอดอล 

Tiffany & Co. แบรนด์จิวเวลรี่สัญชาติอเมริกัน ที่ตอนนี้เข้าไปอยู่ในเครือของ LVMH อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และในวงการ K-Pop ที่เป็น Global Brand Ambassador ให้แบรนด์นี้นั่นก็คือ Rosé BlackPink

Rosé BlackPink – Tiffany & Co. Global Brand Ambassador

นอกจากนี้ยังมี Jackson Yee ไอดอลฝั่งจีนจากวง TFBOYS ที่ดังมาก ๆ จนถึงขั้นเป็นบอยแบนด์แห่งชาติของประเทศจีน

Jackson Yee – Tiffany & Co. Global Brand Ambassador

มาดูภาพไอดอลกับแบรนด์ Tiffany & Co. กัน

Mark Tuan, Rain กับแบรนด์ Tiffany & Co.

Sooyuong , Krystal กับแบรนด์ Tiffany & Co.

Jaehyun NCT , Kai EXO กับแบรนด์ Tiffany & Co.

  • Fendi กับไอดอล 

แบรนด์ Luxury จากประเทศอิตาลีอย่าง Fendi ได้ไอดอล K-Pop มาเป็น Brand Ambassador นั่นก็คือ Jackson Wang แร็ปเปอร์หนุ่มชาวฮ่องกงมากความสามารถ ที่ได้รับความนิยมมากทั้งในเกาหลี, จีน และทั่วทั้งเอเชีย ซึ่งแจ็คสันเป็นอดีตสมาชิกวง GOT7 นั่นเอง 

Jackson Wang – Fendi Brand Ambassador

ภาพไอดอลกับแบรนด์ Fendi 

Taehyung BigBang, Kang Daniel, Xiao Gui กับแบรนด์ Fendi

Lia Itzy, Taeyeon SNSD, Yuqi (G)I-DLE กับแบรนด์ Fendi

Seulgi Red Velvet, Yoona SNSD, Solar MAMAMOO กับแบรนด์ Fendi

Yangyang, Lucas, Ten Way-V กับแบรนด์ Fendi

  • Givenchy กับ ไอดอล 

Givenchy แบรนด์หรูจากฝรั่งเศสอีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ LVMH ล่าสุดเปิดตัว aespa เกิร์ลกรุ้ปน้องใหม่ไฟแรงเป็น K-Pop กลุ่มแรกที่ได้เป็น Global Brand Ambassadors ของแบรนด์นี้ 

aespa – Givenchy Global Brand Ambassadors

นอกจากนี้ Fan ChengCheng แร็ปเปอร์ไอดอลชาวจีนก็ยังเป็น Brand Ambassador ให้กับ Givenchy ด้วย ซึ่งในไลน์เครื่องประดับ เขาเป็นแบรนด์แอมฯให้ Bvlgari อย่างที่เราบอกไป ถือว่าเป็นครอบครัว LVMH อีกหนึ่งคนที่ปังสุด ๆ  

Fan ChegCheng – Givenchy Brand Ambassador

ภาพไอดอลกับ Givenchy

Kang Daniel, Nayeon Twice, Yoona SNSD, Minho SHINEE กับแบรนด์ Givenchy

Daehwi AB6IX, Leeteuk SuperJunior, Taeyong NCT กับแบรนด์ Givenchy

Giselle aespa, Jungwoo NCT, Liu Yuxin The9 กับแบรนด์ Givenchy

และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่คนเขียนไม่ได้ยกมา ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจแฟชั่นที่มีผลทำให้ยอดขายของ LVMH พุ่งมากจนทำให้ครอบครัวเบอร์นาร์ดขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดใน Top 3 จากทั่วโลก

4. ทำไมไอดอลชาวเอเชียถึงถูกเลือกเป็นแบรนด์แอมฯ?

จากการใช้ข้อมูลของบทความในเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องธุรกิจแฟชั่น ทั้งต่างประเทศและของไทยแล้ว คนเขียนสรุปได้ดังนี้ค่ะ 

1) ฐานลูกค้าส่วนใหญ่คือชาวเอเชีย

อย่างที่คนเขียนบอกไปในตอนต้นว่า Asia คือฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดของ LVMH มีส่วนแบ่งในยอดขายมากถึง 34% (ไม่รวมญี่ปุ่น) 

2) เจ้าของแบรนด์หรูต้องการเจาะกลุ่มวัยรุ่น

จากบทความของ South China Mornig Post (scmp.com) วิเคราะห์ไว้ว่า เจ้าของ Luxury แบรนด์เริ่มมองหาแบรนด์แอมบาสเดอร์ผู้มีชื่อเสียงจากตะวันออกมากขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะเลือกนักแสดงและนักร้องชาวตะวันตก 

และยังบอกอีกว่าแบรนด์หรูเริ่มจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z มากขึ้น และวัยรุ่นเจนนี้มักจะติดตามศิลปิน K-Pop หรือศิลปินสายไอดอล ซึ่งแบรนด์แอมฯชาวเอเชีย อาจช่วยลดช่องว่างอายุของการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในตะวันตก และช่วยให้ขยายความสนใจไปยังกลุ่มประชากรที่อายุน้อยกว่า

3) เจ้าของแบรนด์หรูเผชิญกับความจริง  

Rocky Chi หัวหน้าฝ่ายวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่ Emerging Communications กล่าวว่า ตอนที่ยังไม่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถบินไปยุโรปเพื่อซื้อสินค้าที่หน้าร้านได้และยังบอกอีกว่าแบรนด์หรูต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ลูกค้าของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย 

นักช้อปชาวเอเชียในที่หน้าร้าน Louis Vuitton ลอนดอน

นักช้อปชาวเอเชียในหน้าร้าน Louis Vuitton ลอนดอน

4) Greater China มีผลต่อกำไรของแบรนด์หรูในช่วง Covid-19

Charlie Gu ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระหว่างเซี่ยงไฮ้ในจีนและซานฟรานซิสโกในสหรัฐอเมริกาเห็นด้วยและกล่าวว่า “เอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาค Greater China (ไม่ใช่แค่ประเทศจีน แต่ยังมี ฮ่องกง, มาเก๊า และไต้หวัน) มีส่วนสำคัญต่อผลกำไรของแบรนด์หรูในช่วง Covid-19” 

“ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แบรนด์ต่าง ๆ จะยกระดับคนดังในเอเชียให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกเพื่อกระตุ้นความตื่นเต้นในภูมิภาคนี้ ด้วยความหวังว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น”

แม้ว่าดาราเอเชียบางคนยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฝั่งตะวันตก แต่สำหรับบางแบรนด์ นี่เป็นเพียงปัญหาผกผันที่พวกเขาเคยมีมาก่อน ซึ่งดาราฮอลลีวูดหลายคนไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นพิเศษในประเทศจีน แต่ยังคงติดป้ายโฆษณาอยู่ทั่วประเทศ

5) เสน่ห์ระดับโลกของ K-Pop

ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของชาวเอเชียในฮอลลีวูดทั้งหนังที่สร้างชื่อหรือศิลปิน K-Pop อาจมีส่วนทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่นี้ด้วย 

ดูได้จากการที่ BTS และ BlackPink สามารถเข้าไปตีตลาดโลกได้ จนฝั่งผู้คนชาวตะวันตกกลายมาเป็นแฟนคลับพวกเขาในที่สุด 

มันจึงเกิดการผนวกรวมกันของกลุ่ม Target ทั้งเอเชียและตะวันตก ซึ่งก็นับว่า LVMH มองขาดและฉลาดมากที่สามารถนำตัวท็อปฝั่งชายและฝั่งหญิงของวงการ K-Pop อย่าง BTS และ BlackPink มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ในเครือได้ 

BTS บนพรมแดงงาน GRAMMYs 2021

BTS บนพรมแดงของงาน Grammy Awards 2021

BlackPink บนเวทีคอนเสิร์ต Coachella

BlackPink บนเวที Coachella

6) การรณรงค์ Stop Asian Hate 

Charlie Gu บอกอีกว่า การใช้ชาวเอเชียเป็นแบรนด์แอมฯ เป็นแรงผลักดันในสหรัฐฯ ให้เลิกใช้การโฆษณาที่เน้นคอเคเซียน (คนผิวขาว) เป็นหลัก เพราะช่วงการระบาดของไวรัส มักจะมีเหตุการณ์อาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อต้านชาวเอเชียพุ่งสูงขึ้น 

7) พลังความรักของแฟนคลับ 

การเป็นแฟนคลับของศิลปินที่ชื่นชอบ ไม่ว่าเขาจะใช้อะไรหรือเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ไหน ถ้าเรารักเขาเราก็อยากจะซัพพอร์ตเขาใช่ไหมล่ะคะ แล้วแฟนคลับไอดอลส่วนใหญ่จะรักศิลปินของเขามาก พวกเขามีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อยู่กันเป็นแฟนด้อม 

ซึ่งค่อนข้างต่างกันกับดาราฮอลลีวูดที่ส่วนใหญ่แล้วคนที่ชื่นชอบพวกเขาจะเป็นมหาชนที่ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนเหมือนแฟนคลับศิลปินสายไอดอล

✎ ความเห็นส่วนตัวจากผู้เขียน : แม้กระทั่งคนเขียนเองก็อยากได้สินค้าในเครือของ LVMH มาครอบครองเป็นของตัวเองไว้สักชิ้นเช่นกัน 

ด้วยความที่ชื่นชอบสาว ๆ BlackPink ด้วยน่ะนะ คืออยากบอกว่าการเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์นั้นมันส่งผลมากจริง ๆ ค่ะ จากที่คนเขียนไม่ได้สนใจแบรนด์เนมเลย แต่เมื่อสาว ๆ BlackPink เข้ามาเป็นแบรนด์แอมฯ ด้วยความที่ศิลปินที่เรารักใช้ มันก็ค่อนข้างส่งผลให้เราอยากได้สินค้านั้นมาใช้บ้าง มันอาจจะไม่จำเป็น แต่มันเป็นค่านิยมบางอย่าง ที่ส่งผลต่อคุณค่าทางจิตใจอะไรแบบนี้มั้งคะ 

เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลมาก ๆ เลยค่ะ อย่างโทรศัพท์มือถือ หรือในปัจจัย 4 ประการ เราซื้อเพราะจำเป็นใช่ไหมคะ แต่สินค้าแฟชั่นเหล่านี้ เราซื้อเพราะความอยากได้ค่ะ และความอยากได้ของคนเราไม่มีสิ้นสุด เห็นว่าเสื้อมันสวยดี อ่ะอยากได้.. กระเป๋าใบนี้ฮิตมาก อยากได้จัง.. เสื้อตัวนี้ไอดอลใส่ อยากได้อีกแล้ววว.. ซึ่งคนที่มีกำลังซื้อ ก็ซื้อกันจน Sold Out ไปตาม ๆ กัน 

ฉะนั้นก็เลยไม่แปลกใจเลยที่คนทำธุรกิจแฟชั่นจะร่ำรวยแบบก้าวกระโดดขึ้นมา.. 

#สรุปแล้ว

ด้วยความนิยมของวัฒนธรรมเกาหลี, พลังความรักของแฟนคลับสายเปย์ที่มีต่อไอดอลชาวเอเชีย, อิทธิพลของไอดอล K-Pop, ความชื่นชอบในแบรนด์หรูของคนจีนและคนเอเชีย จนทำให้ยอดขายสูงกว่าทวีปอื่น รวม ๆ กันมันจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่แบรนด์ต่าง ๆ จะมุ่งเน้นไปยัง ‘สิ่งที่ลูกค้าชาวเอเชียต้องการ’

และไม่ใช่แค่ LVMH เท่านั้นนะคะ แบรนด์หรูคู่แข่งอื่น ๆ ของเขา ก็มีการแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์ และใช้ไอดอลเกาหลีและจีนในการโปรโมทสินค้าเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Kai EXO และ IU แบรนด์แอมฯ Gucci, Jennie BlackPink และ G-Dragon แบรนด์แอมฯ Chanel, Rosé BlackPink แบรนด์แอมฯ Saint Laurent อีกด้วย 

5. แนวคิดของ Bernard Arnault ที่นำมาใช้ได้ 

สำหรับแนวคิดทางธุรกิจของเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ ที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ตามสื่อต่าง ๆ และสามารถนำมาใช้กับธุรกิจแฟชั่น หรือใช้เป็นแนวคิดทางธุรกิจ เรานำมาแชร์ให้ทุกคนอ่านได้ดังนี้ค่ะ 

lvmh กับอาร์โนลต์

Bernard Arnault with LVMH

  • “I think in business, you have to learn to be patient. Maybe I’m not very patient myself. But I think that I’ve learned the most is be able to wait for something and get it when it’s the right time.” – ผมคิดว่าการทำธุรกิจ คุณต้องเรียนรู้ที่จะอดทน บางทีผมเองก็ไม่ค่อยอดทน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มากที่สุดคือ เราสามารถรออะไรบางอย่างและได้มันมาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม “Chairman of LVMH, Bernard Arnault Talk Asia Interview Transcript”. “Talk Asia” with Lorraine Hahn, www.cnn.com. February 12, 2005
  • “It is not enough to have a talented designer; the management must be inspired too.” – ไม่เพียงแต่จะมีนักออกแบบที่มีความสามารถ ผู้บริหารก็ต้องถูกกระตุ้นได้รับแรงบันดาลใจเช่นกัน
  • “If you deeply appreciate and love what creative people do and how they think, which is usually in unpredictable and irrational ways, then you can start to understand them. And finally, you can see inside their minds and DNA.” – หากคุณเห็นคุณค่าและรักสิ่งที่คนสร้างสรรค์ทำ รักในวิธีคิดของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมักจะเป็นวิธีที่คาดเดาไม่ได้และไร้เหตุผล เมื่อคุณเริ่มที่จะเข้าใจพวกเขาแล้ว สุดท้ายคุณจะสามารถมองลึกไปถึงภายในจิตใจและ DNA ของพวกเขาได้
  • “When you are on the management side, you still have to understand the artistic sensibility so that there is a dialogue with the creative side.” – เมื่อคุณเป็นฝ่ายบริหาร คุณยังต้องเข้าใจความรู้สึกทางศิลปะ เพื่อที่จะได้มีบทสนทนากับฝ่ายสร้างสรรค์
เบอร์นาร์ด อาโนลต์ กับคนจีน

ความสัมพันธ์อันดีของเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ กับคนจีน

  • “China is clearly going to be the number one economic power and it is already full of potential.. with lots of population and the buying power increasing by the day..” – เห็นได้ชัดว่าจีนจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งและเต็มไปด้วยศักยภาพอยู่แล้ว.. ด้วยจำนวนประชากรและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน
  • “When I was working in my first job engineering construction, what I liked the most was working with architects and making buildings that had this creative side coming from the architect and that were making them a big success.” – ตอนที่ผมทำงานวิศวกรรมก่อสร้างครั้งแรก สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือการทำงานร่วมกับสถาปนิก และการสร้างอาคารที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ก็มาจากสถาปนิก และนั่นทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก
  • “I meet the designers very often, we discuss the products, they show me their ideas, we discuss the ad campaigns and every new invention that we can find for the future.” – ผมพูดคุยกับดีไซน์เนอร์บ่อยมาก เรามักจะแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ พวกเขาโชว์ไอเดียของตัวเอง ถกเถียงเกี่ยวกับแคมเปญโฆษณา และมักจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ทุกครั้งที่สามารถจะหาได้ในอนาคต
  • “China has really succeeded because of its stability. So my feeling is, how they are going to maintain this fantastic stability in a very fast changing economic situation. I think this is a challenge we face, how the global region will evolve in stability with such fast growth. If they succeed to do that, no doubt, in the next generation it will be the major area of the world, economically.” – จีนประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเพราะเป็นประเทศที่มีความมั่นคง ความรู้สึกของผมคือ พวกเขาจะรักษาเสถียรภาพอันน่าอัศจรรย์นี้อย่างไรในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทายที่เราทุกคนต้องเผชิญ ว่าภูมิภาคทั่วโลกจะพัฒนาอย่างมั่นคงไปพร้อม ๆ กับการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร หากพวกเขาประสบความสำเร็จในการทำแบบนี้ได้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในรุ่นต่อ ๆ ไป จีนจะเป็นพื้นที่หลักของโลกในด้านเศรษฐกิจ

✔ สรุป

ปฎิเสธไม่ได้ว่า เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ เป็นคนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว.. แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่าแนวคิดของเขานั่นแหละ ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้มากขนาดนี้ ถ้าเขาไม่กวาดซื้อแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในเครือ LVMH เพื่อครองตลาดธุรกิจแฟชั่นแบรนด์สุดหรู เขาก็อาจจะไม่ร่ำรวยมากขึ้น และมากขึ้นไปอีกแบบมหาศาลขนาดนี้ 

สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จนั้น มีมากมายเลยล่ะค่ะ ถ้าจะให้พูดทั้งหมด บทความนี้คงจะยาวมากกว่าหางว่าว (แค่นี้ก็ยาวมากพอแล้ว :D) 

แต่ถ้าจะให้สรุปความเป็นเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์สั้น ๆ เพียงไม่กี่ข้อว่าอะไรที่ทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดใน Top3 ของโลก ณ ตอนนี้ได้ล่ะก็ คนเขียนก็ขอสรุปแบบรวบรัดดังนี้ค่ะ 

  1. เขาเป็นคนมีเทสต์ที่ดี 
  2. เขาไม่ปิดกั้นตัวเองที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มักจะอัพเดทและทำความเข้าใจศิลปะทางแฟชั่นอยู่เสมอ
  3. เขาไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของดีไซน์เนอร์ 
  4. เขาไม่ปิดกั้นความคิดใหม่ ๆ ของคนในทีมหรือลูกน้องของเขา 
  5. เขามักจะหารือและพูดคุยเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ในอนาคต 
  6. เขาคาดหวังในผลกำไรนะ แต่ไม่มากเท่ากับคุณภาพของผลงาน 
  7. เขาจับกลุ่มเป้าหมายได้ถูกจุด 
  8. เขาชื่นชมคนอื่นอยู่เสมอแบบไม่อีโก้ ดูจากความคิดที่เขาชื่นชมประเทศจีน และเห็นคุณค่าในสิ่งที่ลูกน้องทำ

และเมื่อพูดถึงสิ่งที่ทำให้ธุรกิจแฟชั่นของสินค้าแบรนด์เนมมียอดขายพุ่งจนทำให้อาร์โนลต์กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดสูสีเจฟฟ์ เบโซสแล้วล่ะก็ คนเขียนมองว่าสินค้าแบรนด์เนมอาจเป็นสิ่งที่อยู่เหนือขึ้นไปปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ ก็คือทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยนั่นแหละ แต่สินค้าฟุ่มเฟือยเหล่านี้ กลับเป็นของราคาแพงที่มีมูลค่าครองใจผู้คนทั่วโลก อย่างที่อาร์โนลต์เคยกล่าวไว้ว่า สำหรับเขาแล้ว 

“สินค้าแบรนด์หรู คือสิ่งที่บ่งบอกรสนิยมการใช้ชีวิต”

แล้วคุณล่ะคะ มีความคิดเห็นอย่างไรกับธุรกิจแฟชั่นและสินค้าแบรนด์หรูเหล่านี้ และมีใครที่อยากเริ่มต้นธุรกิจแฟชั่นบ้างคะ? ยังไงก็ลองนำแนวคิดต่าง ๆ เหล่านี้ ไปประกอบกับไอเดียการวางแผนธุรกิจของคุณได้นะ 🙂 

Sources

บทความที่แนะนำ

2 thoughts on “5 Facts ที่ทำให้ LVMH คือธุรกิจแฟชั่นหรูที่ประสบความสำเร็จ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *