5 แผนผังร้านค้า ที่ถูกใช้โดยแบรนด์ระดับโลก มีอะไรบ้าง?

5 แผนผังร้านค้า

คุณอาจเคยได้ยินสถิติที่ว่า

“90% ของผู้คน มักจะเดินเลี้ยวขวาก่อน เมื่อเข้าไปในร้านค้าปลีก” 

นักมานุษยวิทยา, นักออกแบบภายใน, ผู้จัดการผลิตภัณฑ์,และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ได้ใช้เวลานับไม่ถ้วนในการค้นหารูปแบบร้านค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับพื้นที่ค้าปลีก 

 

หากคุณกำลังจะเปิดร้านค้าปลีกสักร้าน หรือคุณกำลังจะออกแบบผังร้านค้าใหม่ และต้องการใช้ความรอบคอบเป็นอย่างมากในการจัดวางพื้นที่ภายในร้านให้เหมาะสม 

ถ้าคุณอ่านบทความนี้.. คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินซักนิดในวิจัยด้วยตัวเองเลยค่ะ

เนื่องจากเรากำลังจะมาแบ่งปัน..“แผนผังร้านค้าปลีก” และเคล็ดลับการออกแบบภายในร้านค้า ที่มีการพิสูจน์มาแล้วในสากลว่าเจ๋งจริง!! อย่ารอช้า รีบตามมาอ่านกันเลยค่าา 😁

แผนผังร้านค้าคืออะไร? 

แผนผังร้านค้า คือ แผนผังที่กำหนดทิศทางการเดินของลูกค้าที่เข้ามาในร้าน กำหนดตำแหน่ง ชั้นวางสินค้า ให้เป็นไปตามที่ผู้ค้าปลีกต้องการ เพื่อนำเสนอสินค้าและกระตุ้นผู้คนให้เกิดการซื้อ 

แผนผังร้านซูเปอร์มาร์เก็ต

ภาพจาก freepik

รู้มั้ยคะ? ว่าประสบการณ์เหล่านี้ของผู้บริโภค ที่ได้รับจากการช้อปปิ้งในร้านของคุณ มันคือส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับแบรนด์หรือธุรกิจร้านค้าที่คุณสร้างขึ้นมา 

ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เช่นเดียวกับแง่มุมอื่น ๆ ในการ สร้างแบรนด์

 

อ่านเพิ่มเติม :

ทำไมต้องใช้แผนผังร้านค้าในการเปิดร้าน? 

การวางแผนผังร้านค้าเจ๋ง ๆ ตั้งแต่การตกแต่งหน้าร้าน จนถึงการเดินเข้ามาในร้าน ถ้าทุก ๆ พื้นที่ในร้านค้า ถูกออกแบบและวางแผนผังมาอย่างดี มันจะสามารถเปลี่ยน Foot traffic หรือ จำนวนลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านได้

แผนผังร้านค้า

ภาพจาก shopify

ลองมาอ่านเรื่องนี้ดูค่ะ จะได้เข้าใจมากขึ้น 

“เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน ประมาณ 5-15 ฟุต” บริเวณนี้จะเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่าน ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่โล่ง ๆ ไม่ควรคับแคบหรืออัดแน่น เพราะมันเป็นจุดที่ลูกค้าจะมองไปรอบ ๆ ร้านค้าแบบมุมกว้าง ดังนั้น.. ‘อะไรก็ตาม ที่วางอยู่ในพื้นที่นี้ จะไม่มีใครสังเกตเห็น’ 

คุณจึงควร “หลีกเลี่ยง” การวางสิ่งของสำคัญไว้ตรงนี้ เช่น กระบะโปรโมชั่น หรือสินค้าขายดีที่มีความต้องการสูง 

โปรโมชั่น

ภาพจาก facebook 

อย่างที่เราเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นค่ะ ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเลี้ยวขวา หลังจากที่เข้ามาในร้าน โดยจะเริ่มต้นเดินตามผังร้านค้าที่คุณได้วางไว้ สิ่งแรกที่พวกเขาเห็นหลังจากเลี้ยวขวาจึงเป็นโซนของ Power Wall (หรือเรียกว่าเป็นโซนที่ทรงพลังมาก) คุณจึง “ควร” วางสินค้าเหล่านี้ “ไว้ทางด้านขวา” ไม่ว่าจะเป็น

  • สินค้าที่มีความต้องการสูง
  • สินค้าพรีเมี่ยม ที่ต้องการส่งเสริมการขาย
  • สินค้าที่ดึงดูดลูกค้า
  • สินค้าตามเทศกาล

เพราะมันจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคนจะเห็นสินค้าแน่นอน นอกจากจะส่งเสริมการขายแล้ว ยังสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อีกด้วย 

เห็นมั้ยคะว่า แผนผังร้านค้า มีอิทธิพลมากต่อเส้นทางการหมุนเวียนของผู้คน ที่เดินเลือกซื้อของในร้านของคุณ 

ต่อไปเรามาดูผังร้านค้ายอดนิยม 4 แบบ ที่คุณสามารถใช้เป็นต้นแบบในการเปิดร้านได้กันค่ะ 

 

1.ผังร้านค้าแบบ Grid

หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกับรูปแบบร้านค้าแบบนี้นะคะ เพราะร้านค้าส่วนใหญ่จะใช้แผนผังร้านค้าแบบ Grid

สินค้าจะแสดงในรูปแบบทางเดินยาวที่คาดเดาได้ จึงทำให้ลูกค้าสามารถหาของที่ต้องการซื้อได้อย่างง่ายดาย เพราะผังร้านค้าแบบกริดนี้ มันช่วยให้การแสดงผลิตภัณฑ์บนชั้นวางชัดเจน และลดพื้นที่สีขาวให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้มันเต็มไปด้วยสินค้านั่นเองค่ะ

ตัวอย่างร้านค้า ส่วนใหญ่จะพบเจอใน 

  • ร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-11 , Family mart
  • ร้านขายยาทั่วไป 
  • ร้านขายของชำเกือบทุกแห่ง
  • ห้างสรรพสินค้า เช่น Tesco Lotus, BigC

แผนผังร้านค้าแบบ Grid

ลักษณะของแผนผังแบบ Grid 

  1. จะวาง สินค้าที่กระตุ้นให้ลูกค้าซื้อ  จากด้านหน้าไปถึงด้านหลัง เพื่อเป็นการกำหนดเส้นทางการเดินของลูกค้า ให้สำรวจสินค้าที่กระตุ้นความสนใจไปเรื่อย ๆ 
  2. ด้านหลังจะเป็น สินค้าค้าหลักที่ลูกค้าจำเป็นต้องซื้อ หลังจากที่ลูกค้าเดินตามทางมาแล้ว จะเจอกับสินค้าหลักบริเวณนี้ (แต่กว่าพวกเขาจะมาถึงตรงนี้ได้ พวกกเขาจะเจอกับสินค้าที่ล่อตาล่อใจมากมาย นั่นทำให้พวกเขาซื้อของเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ยังไงล่ะคะ ) 
  3. เพิ่มป้ายโฆษณาหรือ Shelf talkers ตรงหัวเชลฟ์หรือบริเวณชั้นวางสินค้า เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าต่อสินค้าบนชั้นวางมากขึ้น  
  4. มีระยะห่างระหว่างทางเดิน 4 ฟุต ป้องกันลูกค้าเดินชนกัน
  5. วางสินค้าที่มีความต้องการสูง ไว้ทางด้านขวา เพื่อให้ลูกค้าสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ามาเดิน 

เทสโก้โลตัส

ภาพจาก thaismescenter 

ข้อดีของแผนผังแบบ Grid

  • เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อสินค้ามีความหลากหลาย
  • เผยให้เห็นสินค้าได้อย่างชัดเจน ไม่ซับซ้อน
  • กระตุ้นให้ลูกค้าเดินดูสินค้าหลาย ๆ ทาง
  • ลูกค้าคุ้นเคยกับผังร้านค้าแบบนี้ 
  • คุณสามารถวางโปรโมชั่นในจุดที่คุณรู้ว่าลูกค้าจะเห็นได้ง่าย 

ส่วนข้อด้อย ก็คงเป็นเรื่อง แผนผังนี้ถูกใช้เยอะจนโหล สามารถเห็นได้ทั่วไป ไม่แปลกใหม่ ลูกค้าอาจไม่ได้ประสบการณ์การช้อปที่แตกต่างค่ะ 

แต่ถึงยังไง ‘ผังร้านค้าแบบนี้ ก็เป็นแนวทางที่ดีที่สุด’ ที่ได้รับการวิจัยมาเป็นอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว คุณสามารถนำไปใช้เปิดร้านของคุณได้ รับรองว่าเวิร์คค่ะ!! 

2.ผังร้านค้าแบบ Herringbone

หากคุณคิดว่าผังร้านค้าแบบกริด จะเหมาะกับสินค้าคุณแล้วล่ะก็ .. ลองมาพิจารณา แผนผังร้านค้าแบบ Herringbone กันดูมั้ยคะ? 

ผังร้านแบบก้างปลา หรือ Herringbone จะมีความคล้ายแบบกริดมาก แต่จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตรงที่ แผนผังแบบก้างปลาจะนำชั้นวางสินค้าไว้ทั้งสองฝั่งติดผนัง และปิดไม่ให้เดินทะลุผ่านกันได้ 

ตัวอย่างร้านค้า 

  • ร้านหนังสือ 
  • ร้านฮาร์ดแวร์ขนาดเล็ก
  • ห้องสมุดชุมชนขนาดเล็ก 

แผนผังร้านค้าแบบ herringbone

ลักษณะของแผนผังแบบ Herringbone

  1. จะคล้ายแบบกริดตรงที่ สินค้าที่มีความต้องการสูง จะอยู่ด้านขวา
  2. ชั้นวางจะติดผนังแยกเป็นสองฝั่ง 
  3. เส้นทางการเดินของลูกค้า จะไม่สามารถเดินทะลุผ่านกันไปมาได้ ทำได้เพียงเดินย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อไปที่ชั้นวางโซนใหม่ 
  4. เคาน์เตอร์คิดเงิน จะอยู่ท้ายสุดของร้าน 

ข้อดีของแผนผังแบบ Herringbone

  • เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก “แต่มีพื้นที่น้อย” 
  • เหมาะกับร้านค้าสไตล์โกดัง ที่เปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้งานได้
  • เหมาะกับร้านที่อยากให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับสินค้านาน ๆ 
  • เหมาะกับร้านที่ลูกค้ามีความตั้งใจที่จะซื้อสินค้านั้นมาก ๆ เพราะต้องใช้เวลาในการอยู่กับชั้นวางเหล่านั้นนานหน่อยโดยที่ไม่เบื่อ 

ส่วนข้อด้อย คือ มันจะมองไม่เห็นช่องทางเดินถัดไป และทางเดินมันไม่ทะลุถึงกัน ต้องเดินเข้าไปและเดินกลับออกมา 

นอกจากจะทำให้ลูกค้าต้องเดินซ้ำซ้อนไปมา การปิดทางแบบนี้ มันสามารถเพิ่มโอกาสในการขโมยของในร้านได้ (จึงต้องติดกล้องวงจรปิดดี ๆ นะคะ) 

ร้านหนังสือ

ภาพจาก pexels

ตัวอย่าง คุณสามารถใช้บริเวณชั้นวางทางด้านขวา สำหรับส่งเสริมการขายและจัดโปรโมชั่นได้ หรือถ้าเป็นร้านหนังสือ อาจทำให้เป็นจุดรวมหนังสือขายดี 10 อันดับ เป็นต้น 

ร้านบางสือบางแห่งชอบใช้แผนผังนี้ เพราะเขาต้องการให้ผู้คนได้รับประสบการณ์ที่ดีและมีความสุขที่สุด จึงทำมุมที่มีโต๊ะและเก้าอี้ให้นั่งสบาย ๆ ในส่วนท้ายของร้าน ก่อนที่ลูกค้าจะจ่ายเงินหรือออกไปจากร้านโดยไม่ซื้ออะไร

เพื่อให้พวกเขามีตัวเลือกว่า เอ๊ะ? จะออกไปเลย หรือจะนั่งอ่านหนังสือต่อดี มันช่วยให้ร้านดูมีลูกเล่นที่ดึงลูกค้าให้อยู่ที่ร้านของคุณนาน ๆ นั่นเองค่ะ 

3.ผังร้านค้าแบบ Loop (Racetrack)

แผนผังร้านค้าแบบ Loop (Racetrack) หรือผังร้านค้าแบบลู่วิ่ง เป็นการทำให้แผนผังแบบกริด ง่ายไปอีกขั้น 

โดยจะจัดวางเป็นวงแบบปิดโดยรอบ มีจุดประสงค์คือ 

“ต้องการให้ลูกค้าเดินผ่านสินค้าทุกประเภท ในทุก ๆ ชั้นวาง ตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงจุดชำระเงิน” 

ส่วนตรงกลาง จะเป็นไฮไลท์ของร้าน โปรโมชั่น หรือสินค้าที่จะต้องส่งเสริมการขายค่ะ 

ตัวอย่างร้านค้า ที่ควรใช้แผนผังนี้ เช่น 

  • ร้านเสื้อผ้า 
  • ร้านสกินแคร์และเครื่องสำอาง
  • ร้านอุปกรณ์กีฬา 
  • ร้านขายของแต่งรถ 
  • ร้านเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้าน 

แผนผังร้านค้าแบบ Loop

ลักษณะของแผนผังแบบ Loop

  1. ทุกอย่างจะอยู่ตรงกลางหมด ไม่ว่าจะเป็น เคาน์เตอร์คิดเงิน, สินค้าที่น่าสนใจ, สินค้าที่อยากโชว์หรือส่งเสริมการขาย, สินค้ากระตุ้นการซื้อ 
  2. ส่วนสินค้าที่มีความต้องการสูงก็จะอยู่ด้านขวาเหมือนเดิม 
  3. โดยรอบร้านจะเป็นสินค้าหลัก ๆ ค่ะ 

ข้อดีของแผนผังแบบ Loop 

  • เห็นสินค้าทุกประเภทอย่างชัดเจน
  • วางสินค้าโปรโมชั่นง่ายและมั่นใจได้ว่าลูกค้าจะเห็นแน่นอน
  • เหมาะกับร้านค้าที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการเดินสำรวจ 

ส่วนข้อด้อย ของแผนผังแบบนี้ก็คือ มันอาจเสียเวลาสำหรับลูกค้าที่รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะซื้ออะไร หรือตัดสินใจซื้อในระยะเวลาอันสั้น อีกทั้งมันยังไม่เหมาะกับร้านค้า ที่อยากให้ร้านมีการหมุนเวียนสูง 

ตัวอย่าง เพราะเส้นทางมันถูกบังคับไปแล้วว่าต้องเดินวนไปรอบๆ แผนผังนี้มันจึงนำมาใช้กับร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดัง อย่าง IKEA

ถ้าคุณเคยไป IKEA คุณจะรู้ดีว่ามันมีข้อดีหรือข้อเสียอะไร เพราะสำหรับคนที่ต้องการใช้เวลาไตร่ตรอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อจุดประกายไอเดียในการแต่งบ้าน จะรู้สึกชอบผังร้านค้าแบบนี้มาก

แผนผังร้านค้าอิเกีย

ภาพจาก thejakartapost

แต่สำหรับคนที่ไปที่นั่น เพื่อซื้อของบางอย่างที่คิดมาจากบ้านแล้ว ว่าจะเอาอันนี้นะ แผนผังร้านแบบนี้ มันจะทำให้คุณหงุดหงิดหน่อย ๆ เลยแหละค่ะ

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยนะ ที่แผนผังนี้เป็นแบบเดียวกับบ้านผีสิง ( T_T ) เพราะมีแนวคิดเดียวกันคืออยากให้คนที่เข้ามา ได้รับประสบการณ์และได้ใช้เวลาข้างในนาน ๆ นั่นเองค่ะ 

แต่ผังร้านค้าแบบ Loop ก็ไม่ได้ทำให้หงุดหงิดเสมอไป ถ้าคัดเลือกสินค้ามาอย่างดี และจัดเรียงประเภทสินค้า เพื่อจุดประสงค์ที่เหมาะสมค่ะ 

4.ผังร้านค้าแบบ Free-Flow

หลักของผังร้านค้าแบบ Free-Flow ก็คือตรงตัวเลยค่ะว่า “อิสระ” ซึ่งการจัดร้านแบบนี้จะกระจายตัว และไม่ได้บังคับให้ลูกค้าเดินไปทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน แต่จะเน้นที่ความสบายใจของลูกค้าแทน

แต่ถึงแผนผังแบบนี้จะดูง่าย แต่ความยากของมันอยู่ที่ การเน้นไปที่สินค้าและตำแหน่งการจัดวางมากกว่า ว่าจะทำยังไง..     ให้องค์ประกอบดูน่าสนใจ แต่ไม่ดูมั่วซั่ว 

แผนผังร้านค้าแบบ freeflow

ลักษณะของแผนผังแบบ Free-Flow 

  1. เคาน์เตอร์คิดเงิน จะอยู่ด้านซ้าย 
  2. สินค้าที่มีความต้องการสูง จะจัดเป็นซุ้มอยู่ด้านขวา 
  3. ที่เหลือก็กระจายสินค้าตามความเหมาะสมเลยค่ะ 

ข้อดีของแผนผังแบบ Free-Flow

  • เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก 
  • ปรับให้ผสมผสานกับแผนผังแบบอื่นได้ง่าย 
  • ทำให้ร้านดูสบายตา มีพื้นที่มากขึ้น 
  • โอกาสน้อยที่ลูกค้าจะเดินชนกัน 
  • มีแนวโน้มที่จะสร้างประสบการณ์ในการช้อปที่ดีให้ลูกค้า 
  • เหมาะกับร้านระดับไฮเอนด์ ที่มีจัดสินค้าน้อย แต่เน้นความสวยงาม 

ร้านรองเท้า

ภาพจาก funnymandesign

ส่วนข้อด้อย ก็จะเป็น การมีพื้นที่ให้สินค้าน้อย อาจสร้างความสับสน ให้ลูกค้าที่ไม่รู้จะเดินไปตรงไหนก่อนดี และทำให้ลูกค้าเดินออกจากร้านไปได้ง่าย 

ฉะนั้น ถ้าต้องการที่จะใช้แผนผังชั้นวางแบบนี้ ร้านของคุณก็ควรจะเป็นร้านที่เน้นความสร้างสรรค์ และเน้นโชว์ความสวยงามของสินค้า เช่น 

  • ร้านเสื้อผ้าหรู ๆ
  • ร้านรองเท้า
  • ร้านกระเป๋า

5.ผังร้านค้าแบบผสมผสาน

คุณไม่จำเป็นต้องใช้แผนผังแค่แบบเดียวในร้านของคุณก็ได้นะคะ เพราะมันสามารถปรับเปลี่ยนและนำมาผสมผสานกัน เพื่อให้เหมาะสมกับร้านของคุณที่สุดได้ด้วย

ซึ่งก็อยู่ที่ว่า คุณจะ ออกแบบร้านค้า ของคุณให้ออกมาเป็นยังไง และต้องการนำเสนออะไรให้กับลูกค้าของคุณ 

ตัวอย่าง คุณก็จะเห็นได้ชัดในห้างสรรพสินค้าหลาย ๆ ห้าง ที่จะเน้นการผสมผสานอยู่หลายร้านเลยทีเดียว  เช่น 

  • Nike 

ร้านไนกี้

ภาพจาก news.nike

  • Zara 

ร้านซาร่า

ภาพจาก retailnews

อ่านบทความเพิ่มเติม :

 

✔ สรุป 

เมื่อคุณเปิดร้านค้า และต้องการที่จะเลือกแผนผังร้านค้าไปใช้กับร้านของคุณ ก็ให้ดูว่า 

  • สินค้าของคุณคืออะไร?
  • ต้องการให้ลูกค้าเดินไปในทิศทางไหน?
  • พฤติกรรมของนักช้อปในร้านของคุณ มีแนวโน้มจะเป็นยังไง?

แผนผังร้านค้า

หากคุณเป็นร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก ให้พิจารณา ผังร้านค้าแบบ Grid

แต่ถ้าคุณต้องการให้เป็นร้านที่ผู้ซื้อใช้เวลาในการเลือก และอยู่ในร้านนานๆ ก็ลองพิจารณาผสมผสานกันระหว่างแบบ Loop และ Free-Flow 

ส่วนถ้าจะเลือกแบบ Herringbone ก็ต้องพิจารณาพื้นที่และความกว้าง ความยาว ของร้านค้า 

แล้วผังร้านค้าแบบไหนล่ะ? ที่เหมาะสมกับร้านของคุณ ยังไงก็ลองเลือกไปใช้ในการเปิดร้านของคุณดูนะคะ และอย่าลืมติดตามบทความต่อๆไปของ PN Storetailer กันด้วยนะคะ 🙂 

ขอบคุณแหล่งที่มาเพิ่มเติมจาก :

บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *