9 Tips ออกแบบร้านค้าปลีก พร้อมตัวอย่างประกอบ [ปรับปรุง 2021]

ออกแบบร้านค้าปลีก

การออกแบบร้านค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกแบบใดก็ตาม คุณจะต้องมีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความคิดด้านการวางแผนไปพร้อม ๆ กัน

แน่นอนว่าถ้าร้านค้าของเรามีความสะอาด สะดวกสบาย และมีการตกแต่งที่สวยงามน่ามอง ย่อมส่งผลให้คนที่ผ่านไปมาแถวนั้น อยากที่จะเดินเข้าไปเลือกชมสินค้าอย่างแน่นอน 

บทความนี้เราจึงจะมาบอกต่อ เคล็ดลับการจัดร้านค้าปลีก แม้ว่าคุณจะเป็นร้านขายของชำ ร้านขายอาหารสัตว์ หรือร้านเสื้อผ้า ฯลฯ แต่คุณสามารถเข้ามาศึกษาไกด์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากเราที่จะทำให้ลูกค้าอยากเดินเข้ามาในร้าน ไปดูกันเลยค่าา

1. ออกแบบแผนผังร้านค้า

แผนผังร้านค้า มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก ในเรื่องการจัดวางสินค้า การจัดเก็บสินค้า รวมถึงพฤติกรรมที่ลูกค้าเดินเข้ามาเลือกดูสินค้า

ซึ่งหากจะเลือกสิ่งที่เหมาะให้กับคุณในการออกแบบร้านค้าปลีกจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ขนาดร้านค้าของคุณ สินค้าที่คุณขาย

แผนผังชั้นวาง

ภาพร้านค้าจาก pexels

และที่สำคัญกว่านั้นคือ ตลาดเป้าหมายของคุณว่าเขามีความสนใจแบบใดค่ะ 

  • ลูกค้าของคุณชอบอะไร? 
  • พวกเขารีบช้อปปิ้งหรือสามารถใช้เวลาในการเลือกชมได้หรือไม่? 
  • พวกเขาชอบที่จะการบริการตนเองหรือชอบให้พนักงานแนะนำพวกเขาทั่วทั้งร้าน? 
  • ลูกค้าต้องการค้นหาสิ่งที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพหรือเปิดโอกาสสำหรับการค้นพบสิ่งของที่น่าสนใจระหว่างทาง?

นี่เป็นเพียงคำถามบางส่วนที่ คุณต้องถามกับตัวเองเมื่อตัดสินใจเลือกแผนผังชั้นวาง รวมถึงการวางตำแหน่งของชั้นวางในร้าน ว่าจะวางตรงไหนถึงจะทำให้ร้านดูน่าเดิน วางแบบใดสินค้าจึงจะน่าสนใจ 

แม้ว่าจะมีวิธีการจัดร้านค้ามากมายที่คุณสามารถนำมาใช้ได้ แต่นี่คือสิ่งที่พบบ่อยที่สุดในร้านค้าปลีก ดังนั้นควรจะพิจารณาให้ดีมาก ๆ เลยค่ะกับแผนผังชั้นวางค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แผนผังร้านค้า

2. ออกแบบนำทางลูกค้า

มีการถกเถียงกันเล็กน้อยนะคะว่า ร้านค้าปลีกควรออกแบบจัดวาง โดยนำลูกค้าเดินในรูปแบบ ตามเข็มนาฬิกา หรือ ทวนเข็มนาฬิกา ภายในร้านค้าของตนกันแน่?

ซึ่งในแง่หนึ่งบางคนอ้างว่า เนื่องจากคนส่วนใหญ่ถนัดขวา พวกเขาจึงหันไปทางขวาโดยสัญชาตญาณ และเดินสำรวจร้านในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

คุณคิดแบบเดียวกันไหมคะ?

ลองสังเกตตัวเองดูว่าเวลาเดินเข้าร้านค้าไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม คุณจะเริ่มเดินสำรวจฝั่งใดก่อน อย่างไรก็ตามการศึกษาอื่น ๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนที่สนับสนุนทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับขี่

ผู้หญิงเลือกอาหาร

โดยที่ Herb Sorensen ผู้เขียน Inside the Mind of the Shopper ระบุว่า ทิศทางของนักช้อปในซูเปอร์มาเก็ตมีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปแบบการสัญจรของยานพาหนะมากกว่า

ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลียและญี่ปุ่น จะขับรถทางด้านซ้ายของถนน ฉะนั้นพวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะสำรวจร้านค้าในลักษณะตามเข็มนาฬิกา

ในขณะที่ผู้บริโภคจากประเทศที่ขับรถเลี้ยวขวา เช่น สหรัฐอเมริกา มักจะเลี้ยวขวาเมื่อเข้าร้าน”  หรือแม้แต่ประเทศไทยของเราเองก็ยังเป็นรถยนต์แบบที่ขับด้านขวา (อ้างอิงจาก bookdepository

ดังนั้นรูปแบบการเข้าชมในร้านค้า อาจได้รับผลกระทบจากรูปแบบการจราจรของรถภายนอก

เพราะในการศึกษาเล็ก ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นเหล่านี้ จะสังเกตเห็นว่าในประเทศที่มีการขับรถด้วยมือขวาซึ่งวงเวียนการจราจรเคลื่อนที่ในรูปแบบตามเข็มนาฬิกา ผู้ซื้อในร้านค้าอาจสะดวกในการเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน

เราจึงขอแนะนำว่า หากคุณเปิดร้านอะไรก็ตามในประเทศไทย คุณควรที่จะจัดวางองค์ประกอบของร้าน ให้ดึงดูดสายตาจากด้านขวา

เลือกออกแบบร้านค้าและตกแต่งร้านให้มีความน่าสนใจที่สอดคล้องกันไปตามทางที่ลูกค้าเดิน ให้ลูกค้าสามารถมองสินค้าได้อย่างสบายตา 

ไม่แน่นะคะ ถ้าคุณใช้วิธีการออกแบบร้านค้าแบบนี้ ลูกค้าอาจจะตัดสินใจซื้อสินค้าจากความโดดเด่นตั้งแต่ครั้งแรกก็เป็นได้ 

อ่านบทความน่าสนใจอื่น ๆ  :

3. ออกแบบปริมาณสินค้า

ถ้าถามว่าวิธีการจัดร้านค้าควรจะจัดวางสินค้าให้มากหรือน้อยแค่ไหน คำตอบจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก เรามาดูกันค่ะว่าทำไม? 

การจัดของในร้าน dollar-general

ภาพจาก beautymatter

เคสตัวอย่างแรกคือ Dollar General ร้านธุรกิจค้าปลีกสัญชาติอเมริกัน มีการออกแบบร้านค้าโดยจัดวางสินค้าให้มากและอัดแน่น แถมยังเพิ่มความสูงของชั้นวางเป็น 78 นิ้ว ทำให้ยอดขายต่อตารางฟุตเพิ่มขึ้นจาก 165 เหรียญเป็น 201 เหรียญ

ภาพจาก money.usnews

ในขณะเดียวกัน Walmart ธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดอับดับ 1 ของโลก “ลดสินค้าคงคลัง” ทำให้ยอดขายก็ลดลงเรื่อย ๆ บริษัทจึงออกแบบร้านค้าใหม่เพื่อเพิ่มสต็อกกลับ

สิ่งที่น่าสนใจคือในขณะที่ยอดขายของ Walmart ลดลงในช่วงเวลานั้น ความพึงพอใจของลูกค้ากลับเพิ่มขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือลูกค้ามีความสุขมากขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้ซื้อสินค้ามากนัก 

ภาพจาก connectedremag

William S. Simon ผู้บริหารระดับสูงของ Walmart ประจำแผนกในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ลูกค้า “ชอบประสบการณ์” ในการมีสต็อกในพื้นที่ขายน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ซื้อน้อยลงด้วย แต่มันกลับเพิ่มการรับรู้แบรนด์มากขึ้น  

การมียอดขายสินค้ามากเกินไปอาจทำให้การรับรู้แบรนด์ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณพยายามวางตำแหน่งร้านของตัวเองให้เป็นร้านค้าปลีกระดับ Hi-End

ผู้ชายกำลังเลือกซื้อสินค้า

ราจึงขอแนะนำว่าจำนวนสต็อกที่จะจัดวางในร้าน จะขึ้นอยู่กับขนาดร้านค้าของคุณ, ขนาดของรูปภาพที่คุณประดับไว้ตามร้าน และประเภทของประสบการณ์ที่คุณต้องการสร้างภาพจำให้กับลูกค้า

หากคุณเป็นร้านค้าปลีกที่กำลังลดราคาและเน้นยอดขาย ที่ต้องการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ร้านของคุณ การบรรจุสินค้าในร้านให้เยอะ ๆ สต็อกแน่น ๆ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีสำหรับคุณ

แต่ถ้าคุณเป็นร้านค้าปลีกระดับไฮเอนด์ คุณควรดูแลเรื่องการจัดวาง การตั้งโชว์สินค้าของคุณให้ดี และจัดแสดงรายการสินค้าที่คัดเลือกไว้มาอย่างดีเพียงไม่กี่รายการ เพื่อเพิ่มความรู้สึกแพงแต่มีคุณภาพให้ลูกค้าจำภาพแแบรนด์ของคุณนั่นเอง 

4. ออกแบบช่องทางเดิน

เป็นเรื่องปกติที่ชั้นวางของคุณจะเต็มไปด้วยสินค้า แต่ตราบใดที่คุณต้องการเพิ่มพื้นที่ส่วนตัวให้กับลูกค้า คุณจะต้องหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ Butt-Brush effect

หรือการที่เดิน ๆ ไปแล้วมีการชนกัน เสียดสีกัน ร้านแคบเกินไป หรือจัดวางของไม่ดีทำให้สินค้าไปกระแทกเสียดสีกับตัวของลูกค้า 

ผลที่ตามมาคือ ลูกค้าโดนดึงความสนใจไปที่อื่น ลูกค้าเสียอารมณ์ จนกระทั่งเลือกที่จะไม่ซื้อสินค้าที่กำลังสนใจไปเลย

ฉะนั้นจึงควรจัดร้านค้าของคุณให้มีช่องว่างเพียงพอระหว่างสินค้ากับทางเดิน เพื่อให้ลูกค้าเดินช้อปปิ้งได้อย่างสบายใจ

ปล. การจะออกแบบช่องทางเดินนั้น ต้องทำร่วมกับการ ออกแบบวางแปลนชั้นวางสินค้า

5. ออกแบบหน้าร้าน

กฎของความถี่ในการเปลี่ยนหน้าร้านมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าประเภทร้านค้าของคุณเป็นแบบไหนและคุณกำลังสื่อสารกับใครอยู่

โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่าให้เปลี่ยนหน้าร้านสัปดาห์ละครั้ง เพราะเหตุนี้นี่เอง คุณจึงควรจะเปลี่ยนหน้าร้านและอัพเดทให้เหมาะสมทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่เข้ามา

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงปริมาณของผู้เข้ามาชมสินค้าในแต่ละวันว่ามีมากน้อยแค่ไหน หรือมีแค่ลูกค้าซ้ำ ๆ เดิม ๆ ที่เดินเข้ามาในร้านหรือเปล่า

ตลาดคนเดิน

ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นร้านเสื้อผ้า คุณควรเปลี่ยนชุดหุ่นของคุณเพื่อเพิ่มยอดขายแต่ละแบบให้แตกต่างกันในแต่ละสัปดาห์

ถ้าคุณเปิดร้านเครื่องเขียน คุณควรจะติดป้ายโปรโมชั่นหน้าร้าน หรือสินค้ายอดฮิต 10 อับดับไว้เพื่อดึงดูดความสนใจให้กับลูกค้า หรือร้านค้าประเภทอื่นๆอาจจะเพิ่มหน้าจอ TV ไว้ที่หน้าร้าน เพื่อโชว์สินค้าและสิ่งที่น่าสนใจผ่านหน้าจอทีวี เป็นต้น

จะต้องปรับเปลี่ยนหน้าร้านและออกแบบร้านค้าปลีกให้มีความแปลกใหม่ดึงดูดความสนใจผู้ที่เดินผ่านไปมาอย่างสม่ำเสมอ 

อ่านบทความน่าสนใจอื่น ๆ :

6. ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้

แม้ว่าการออกแบบสถานที่ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบภาพ แต่ปัจจัยอื่น ๆ เช่น กลิ่น สัมผัสเสียง และรสนิยม ก็สามารถส่งผลกระทบต่อรูปลักษณ์ของร้านได้เช่นกันค่ะ

หากคุณต้องการสร้างประสบการณ์ในร้านค้าอย่างแท้จริง ให้ออกแบบร้านค้าปลีกของคุณให้ดึงดูดความรู้สึกของนักช้อปให้ได้มากที่สุด โดยมันควรจะมีองค์ประกอบดังนี้ 

  • เสียง ที่ไพเราะน่าฟัง ถ้าในร้านมีเพลงเพราะ ๆ เลือก playlist ของคุณอย่างชาญฉลาดให้เหมาะกับร้าน จะช่วยเพิ่มบรรยากาศให้น่าเดินเข้ามาเลือกซื้อของในร้านมากขึ้น

คุณอาจจะเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วในห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆอย่าง BigC, Tesco Lotus ที่จะมีดีเจคอยเปิดเพลงให้ฟังตลอดการช้อปปิ้ง มีเสียงตามสายคอยประชาสัมพันธ์ หรือจะใช้ในการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ โปรโมชั่นดี ๆ ให้ลูกค้าได้รับรู้ 

  • กลิ่น ที่หอมและเหมาะกับร้าน ในข้อนี้ร้านอาหารหรือคาเฟ่อาจจะมีข้อได้เปรียบมากกว่าร้านอื่น ๆ แต่ใช่ว่าคุณเปิดร้านแบบอื่นจะใช้กลิ่นไม่ได้ คุณสามารถใช้น้ำหอมหรือหรือกลิ่นอื่น ๆ ที่เข้ากับร้านของคุณได้เช่นกัน 

  • การสัมผัส หรือทดลองใช้งานจริง เมื่อมีการลงมือทำ สร้างบรรยากาศให้ใช้งานสินค้าได้จริง จะทำให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ และกระตุ้นให้เขาได้เล่น ได้ทดลองจนเกิดความเคยชิน

เช่น ร้านขายโทรศัพท์ ที่มีการจัดวางโทรศัพท์ตัวอย่างให้ลูกค้าได้ลองเล่น  คุณอาจจะนำไปประยุกต์กับร้านของคุณ ซึ่งเขาอาจจะไม่ซื้อในทันที แต่ถ้าได้มาสัมผัสบ่อย ๆ ในวันหนึ่งถ้าเขาตัดสินใจ เขาอาจจะกลับมาซื้อในอนาคตก็ได้

  • การลิ้มรส ข้อนี้จะคล้ายกับการสัมผัส หากคุณเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ คุณอาจจะต้องจัดบูธให้ลูกค้าได้ลองชิมก่อน เพื่อทดสอบว่าเขาจะชอบหรือไม่ หากลูกค้าชอบ ก็คงไม่ลังเลที่จะซื้อแน่นอน 

7. ออกแบบจัดวางสินค้า

แน่นอนว่าการจัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่และเป็นระเบียบเป็นกลยุทธ์ที่ดี แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าคุณมีการออกแบบร้านค้าปลีกอย่างชาญฉลาด ด้วยการนำสินค้าประเภทอื่นที่เข้ากันได้ดีมาแทรกรวมกันอย่างแนบเนียน หรือที่เรียกว่า Cross Selling หากต้องการอยากรู้ว่า Cross Selling คืออะไร? << คลิกอ่านเลยค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจัดร้านมินิมาร์ท คุณตั้งโชว์ครีมกันแดดไว้เพื่อขาย แต่ในชั้นวางของครีมกันแดดนั้น ใกล้ ๆ กันคุณอาจจะเพิ่มหมวก, แว่นตากันแดด หรือจะนำผลิตภัณฑ์กันแดดในรูปแบบอื่นมาตั้งอยู่ในเชลฟ์ของครีมกันแดดด้วยก็ดีไปอีกแบบ 

เห็นมั้ยคะ.. แทนที่คุณจะได้ขายครีมกันแดดแค่อย่างเดียว คุณอาจจะได้ขายหมวกหรือแว่นตาเพิ่มขึ้นก็ได้ เก๋สุด ๆ 

8. ออกแบบพนักงานในร้าน

อย่าลืมเด็ดขาดนะคะ ว่าพนักงานมีบทบาทและมีส่วนสำคัญมากในการจัดร้านค้า

เพราะตำแหน่งที่พนักงานยืนหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น สามารถเป็นได้ทั้งสร้างหรือทำลายความสนใจของคนที่มองเข้ามาได้ 

การที่มีพนักงานประจำอยู่เคาน์เตอร์ในตอนที่มีลูกค้ามาคิดเงินนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากเมื่อไหร่ที่ร้านว่างเกินไป พนักงานควรจะอยู่ที่ชั้นวางขายของ เพื่อจัดเรียงสินค้า คอยแนะนำตอบคำถามหากลูกค้าต้องการ แสดงให้เห็นถึงความแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา 

เมื่อผู้บริโภคมองเข้าไปในร้านจะถูกดึงดูดเสมอ หากเห็นความเคลื่อนไหวภายในร้านอยู่ตลอด ดังนั้น อย่าทำให้ร้านค้าดูเงียบและสงบเกินไปนะคะ มันจะทำให้ดูน่าเบื่อได้

9. ออกแบบการติดตามผล

คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ารูปแบบ และจอแสดงผลของคุณทำงานได้อย่างถูกต้อง

เช่น จอแสดงผลตรงแคชเชียร์ ควรดำเนินการตรวจสอบความเรียบร้อยทุกอย่างภายในร้าน เช็คสต็อก และสินค้าต่าง ๆ ทุกครั้งที่คุณทำการเปลี่ยนแปลงร้าน 

พิจารณาใช้เครื่องมือ เช่น POS หรือ Point of Sale ซึ่งมันก็คือ ระบบขายหน้าร้านที่เราเห็นตรงแคชเชียร์ตามห้างสรรพสินค้า มินิมาร์ทต่าง ๆ ที่เราติดตั้งเข้าไปแล้วมันจะสามารถเช็คได้ว่าสินค้าตัวไหนขายดี ทั้งยังลดปัญหาเงินหาย สรุปยอดขาย ทำโปรโมชั่น และอื่น ๆ อีกมากมายได้ด้วย 

และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ คุณและพนักงานควรสังเกตพฤติกรรมของผู้คนในร้านของคุณให้มาก ให้ความสนใจว่าพวกเขาชอบไปอยู่ในมุมไหนของร้าน

พวกเขาใช้เวลานานในการสนใจสิ่งใด และทำอะไรในขณะที่พวกเขาอยู่ข้างในร้าน นอกจากนี้ยังควรถามความคิดเห็นลูกค้าว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับร้านของคุณ และคุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อปรับปรุง

บทความน่าสนใจอื่น ๆ :

✔ สรุป

สุดท้ายนี้ อย่าลืมประเมินเสมอว่าคุณกำลังเลือกแผงชั้นวางที่ออกแบบและจัดเตรียมได้ถูกต้องเหมาะกับร้านของคุณหรือไม่ เพราะนี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มต้นออกแบบร้านค้า

ซึ่งวิธีจัดร้านในการขายสินค้าของคุณส่งผลโดยตรงต่อการเข้ามาเดินชมร้าน เวลาที่ลูกค้าใช้อยู่ในร้าน และยอดขายของคุณ รวมถึงเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย 

การเปิดร้านค้าปลีก

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงควรลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อให้แน่ใจว่ารูปลักษณ์ร้านค้าของคุณน่ามองและน่าเดินเข้ามาในร้านมากที่สุด 

นอกจากนี้โปรดจำไว้เสมอว่าเมื่อพูดถึงการออกแบบร้านค้าปลีก จัดสินค้าเพื่อโชว์ และการขายสินค้าในร้านค้าปลีก งานเหล่านี้ของคุณจะไม่มีวันเสร็จเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีตายตัว

ดังนั้นหมั่นค้นหาเทรนด์ใหม่ ๆ แนวคิดใหม่ ๆ และมองหาวิธีที่จะพัฒนาออกแบบร้านค้าปลีกของคุณให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอนะคะทุกคน 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก :

บทความแนะนำอื่น ๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *