7 แนวทาง เตรียมความพร้อมก่อนเปิดร้านขายของชำ [อัพเดต 2022]

เปิดร้านขายของชำ

ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ทำอาชีพแบบใดอยู่ ‘การสร้างรายได้เพิ่ม’ เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนกำลังมองหา เพื่อเริ่มต้นธุรกิจและต่อยอดเงินที่มีอยู่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมา

การ “เปิดร้านขายของชำ” ร้านโชห่วย หรือเปิดร้านมินิมาร์ทในชุมชน เป็นลิสต์ธุรกิจแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะดูเหมือนจะทำได้ง่าย ๆ และตอบโจทย์สำหรับคนในชุมชนที่ต้องการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคไปใช้ในครัวเรือน

แต่การเริ่มต้นอะไรสักอย่าง ต้องมีการเตรียมความพร้อมที่ดี

เนื้อหาต่อไปนี้ เราจะรวบรวม 7 แนวทางการเตรียมตัวเปิดร้านขายของชำ ตั้งแต่ต้นจนจบ และทริคต่าง ๆ ไว้ให้สำหรับคนที่ต้องการหาความรู้เพิ่ม นำประกอบการตัดสินใจว่าควรเปิดดีไหม? แล้วถ้าเปิดควรเริ่มอย่างไรดี (อัพเดต 2022) พร้อมลิ้งก์สำหรับคลิกอ่านเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเตรียมข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสำหรับทุกคนค่ะ 😀

แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดร้านขายของชำ

7 แนวทางเตรียมความพร้อม เปิดร้านขายของชำ

1. ‘เตรียมความพร้อม’ เช็กลิสต์ก่อนเริ่ม

ก่อนคิดจะเปิดร้านขายของชำ เราจะต้องเตรียมความพร้อมของตัวเราเอง เพื่อเป็นการเริ่มต้น มาเช็กสิ่งเหล่านี้กันว่าคุณพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะเปิดร้านขายของชำหรือร้านมินิมาร์ท?

1. เตรียมความพร้อมเช็กลิสต์ก่อนเริ่ม

1.1 เช็กทำเล

ทำเลเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ อันดับต้น ๆ ไม่ว่าคุณจะเปิดร้านอะไรก็ตาม จะต้องมีทำเลที่ดีและเหมาะสมก่อนถึงจะเปิดร้านได้ สำหรับร้านขายของชำและร้านมินิมาร์ท ทำเลที่ดีนั้นจะต้องมีดังนี้

  • อยู่ในพื้นที่ชุมชน เช่น ในหมู่บ้าน บริเวณโรงเรียน บริเวณตลาด ใต้อพาร์ทเม้นท์

หากคุณต้องการเปิดเพื่อหารายได้เสริม ไม่จำเป็นต้องเป็นชุมชนขนาดใหญ่ก็ได้นะคะ

#อย่างบ้านผู้เขียนเอง ก็เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีร้านขายของชำเหมือนกัน แม้จะมี 7-11 อยู่หน้าปากซอย แต่พ่อแม่เราและตัวเราเองก็เดินไปซื้อที่ร้านชำบ่อย ๆ เพราะถ้าสั่งซื้อเซเว่น ต้องสั่งขั้นต่ำ 100 บาท (เราจะสั่งก็ต่อเมื่ออยากกินอะไรที่มีเฉพาะใน 7-11 เช่น ชานมไต้หวันใส่บุก แต่ถ้าสมมติว่าอยากกินเป๊บซี่ เราก็จะเดินไปซื้อที่ร้านชำค่ะ) หรือถ้าจะขี่มอไซค์ออกไปก็ขี้เกียจ ซื้อในร้านขายของชำในหมู่บ้านง่ายที่สุดแล้วค่า

แต่หากต้องการเปิดเป็นรายได้หลัก อาจจะต้องศึกษาเรื่องทำเลดี ๆ ก่อนนะ ต้องเอาให้ชัวร์ที่สุดว่าเปิดตรงนี้แล้วจะไม่ขาดทุน และคนจะแวะมาซื้อบ่อย ๆ

  • ไม่อยู่ใกล้กับร้านสะดวกซื้อที่เป็นของนายทุน

ไม่ว่าจะเป็น 7-11, Mini Big-C, Lotus’s go fresh หรืออื่น ๆ เราไม่ควรไปอยู่ใกล้เค้าเลยค่ะ เพราะถ้าอยู่ใกล้ ยังไงซะ คนส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเหล่านี้อยู่แล้ว ถ้าร้านของเราไม่ใหญ่กว่า ไม่มีสินค้าที่ครบกว่า ไม่มีสินค้าที่แตกต่าง ไม่มีความสะดวกที่มากกว่า เราก็เอาชนะเค้ายากแน่ ๆ

ทางที่ดีเราควรไปหาทำเลที่ห่างจากเค้า เจาะตลาดอย่างที่เราบอกไปข้อก่อนหน้านี้ อย่างในหมู่บ้านอะไรแบบนี้ดีกว่า

1.2 เช็กคู่แข่งก่อน

จริง ๆ การเปิดในบริเวณที่มีคู่แข่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเท่าไหร่นะคะ เพราะถ้าเขาเปิดอยู่ก่อนหน้าแล้วเราเปิดมาแข่ง มันค่อนข้างที่จะเสี่ยง เพราะต้องแย่งลูกค้ากัน ไม่เขาก็เราที่จะต้องขายได้มากกว่ากันแน่นอน (แนะนำว่าควรหาพื้นที่ที่ไม่มีคู่แข่งใกล้กันแบบชัดเจนจะดีกว่าน้า)

# อย่างในหมู่บ้านของเรา ก็มีร้านขายของชำอยู่ 2 ร้านนะคะ แต่เขาอยู่กันคนละซอย ก็เหมือนเป็นการแบ่งเขตกันไปเลย อย่างน้อยแต่ละซอยก็มีลูกค้าเป็นของตัวเอง

(ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสินค้าร้านของคุณด้วย ว่ามีสินค้ามาพอที่จะตอบโจทย์ลูกค้าหรือเปล่า หรือจะเป็นองค์ประกอบอื่น ๆ อย่างเช่น อัธยาศัยของเจ้าของร้าน อะไรแบบนี้ค่ะ)

1.3 เช็กคนซื้อ

ต้องสำรวจก่อนว่า คนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นอยู่ในวัยไหน มีรสนิยมแบบใด ส่วนใหญ่พวกเขาประกอบอาชีพอะไร และเขาลำบากมั้ย ที่จะต้องเดินทางไปซื้อของบางอย่างไกล ๆ และมันจะดีกว่ามั้ย? ถ้าคุณเป็นร้าน ๆ นั้น ที่นำสินค้าเหล่านั้นมาขายเอง รวมถึงเปิดร้านชำขายสินค้าอื่น ๆ เสริมไปด้วย

การเช็กคนซื้อด้วยการสำรวจ ทำการบ้าน ศึกษาข้อมูลกับผู้บริโภค เป็นอะไรที่ตรงตัวที่สุด เราจะได้หาสินค้ามาลงได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายยังไงล่ะคะ

1.4 เช็กพื้นที่

นอกจากทำเลแล้ว พื้นที่ที่คุณกำลังจะเปิดร้านขายของชำพร้อมหรือยังนะ? บางคนอาจจะมีพื้นที่หน้าบ้าน พื้นที่ข้างบ้าน หรือมีห้อง/มีตึกเป็นของตัวเองแล้ว ก็อาจจะง่ายสำหรับเขาหน่อย เพราะไม่ต้องทำอะไรเพิ่มมากมาย แค่นำ ชั้นวางสินค้า มาลง, นำ อุปกรณ์ร้านค้า มาลง นำสินค้าที่จะขายมาลง ก็เปิดร้านได้แล้ว

แต่บางคนอาจจะไม่มีพื้นที่ ก็จะต้องสร้างใหม่ ต่อเติม หรือรีโนเวท เพื่อที่จะได้มายังพื้นที่ในการเปิดร้าน ซึ่งงบประมาณก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้ก็ต้องดูเงินทุนของคุณด้วยน้า ว่ามันจะคุ้มหรือเปล่า ถ้าคิดว่าคุ้มก็ลุยเลยค่ะ! 😀

2. ‘เตรียมขออนุญาต’ และจดทะเบียน

ในการเปิดร้านขายของชำ จะต้องมีการขออนุญาตและจดทะเบียนจากราชการก่อนถึงจะเปิดได้อย่างสบายใจและถูกกฏหมาย โดยที่ไม่มีหน่วยงานต่าง ๆ มาทวงถามทีหลัง

เปิดร้านขายของชํา ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง? 

เปิดร้านขายของชํา ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง?

เราลิสต์มาไว้ให้ทุกคนแล้วค่ะ

2.เตรียมขออนุญาตและจดทะเบียน

2.1 การขออนุญาต

  • ขอใบอนุญาตจาก “กรมสรรพสามิต”

เหล้า เบียร์ บุหรี่ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และแทบจะเป็นกำไรหลัก ๆ ของร้านขายของชำส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ค่ะ ถ้าคุณจะเปิดร้านประเภทนี้ และจำเป็นต้องขายสินค้าเหล่านี้ จะต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตก่อนนะ ซึ่งเดี๋ยวนี้การขออนุญาตก็สามารถทำได้ผ่านอินเทอร์เน็ต คลิกดูข้อมูลได้ที่เว็บของกรมสรรพสามิตได้เลย >> การขอใบอนุญาตสุรา ยาสูบ ไพ่ ผ่านอินเทอร์เน็ต เค้ามีบอกคู่มือการลงทะเบียน เงื่อนไข และเอกสารต่าง ๆ ไว้ในครบเลยค่ะทุกคน หรือจะติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วน 1713 ก็ได้ค่ะ

2.2 การจดทะเบียนพาณิชย์และการเสียภาษี

  • จดทะเบียนพาณิชย์ร้านค้า

ถ้าจะเปิดร้านขายของชำ หากคุณไม่อยากให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบภายหลัง ก็ทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกด้วยการไปแจ้งเรื่องจดทะเบียนพาณิชย์ที่อบต.หรือเทศบาลในชุมชนของคุณหลังจากเปิดร้าน เพื่อเป็นการแจ้งทางราชการว่าคุณได้เปิดธุรกิจในชุมชน และทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือกับร้านค้าของคุณด้วย

โดยการจดทะเบียนก็จะมีทั้งแบบบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของเพียงคนเดียว และแบบนิติบุคคล ที่เป็นแบบห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท โดยรายละเอียด เงื่อนไขและเอกสารที่ต้องเตรียม สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การจดทะเบียนพาณิชย์(ร้านค้า/บุคคลธรรมดา) ของเว็บ DBD ซึ่งเป็นเว็บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เลยค่ะ เค้ามีบอกรายละเอียดไว้หมดเลย หรือจะสอบถามที่สายด่วน 1570 ก็ได้ค่ะ

  • การเสีย “ภาษีเงินได้” ให้ “กรมสรรพากร”

หลังจากที่คุณจดทะเบียนพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าคุณได้แจ้งเรื่องให้ราชการทราบแล้วค่ะ ทีนี้การเสียภาษีล่ะ ต้องทำยังไง? 

การจ่ายภาษีเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับรายได้ต่อปีของคุณค่ะ

หลังจากที่ทำธุรกิจไปสักพักแล้ว ในอนาคตทางร้านก็ต้องมีการทำบัญชีและมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้ให้สรรพากร หากรายได้ต่อปีถึงเกณฑ์ ก็จะต้องทำการเสียภาษีให้เรียบร้อยค่ะ หรือถ้าคุณไม่ยื่นด้วยตัวเอง ก็จะมีสรรพากรเข้ามาตรวจทีหลังและปรับย้อนหลังได้นะ อ่านทำความเข้าใจเรื่องภาษีในเว็บของกรมสรรพากรในลิ้งก์นี้ก่อนก็ได้ค่ะ คู่มือภาษีสำหรับผู้ประกอบการ เค้ามีลิ้งก์ให้คลิกอ่านในทุก ๆ ประเด็นเลย หรือโทรสอบถามรายละเอียดที่สายด่วน 1161

  • ภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีป้าย

นอกจากนี้ทางอบต.หรือเทศบาลก็จะมาเก็บภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ที่ร้านของคุณทุกปี ถ้าร้านของคุณมีป้ายหน้าร้าน ก็จะต้องเสียภาษีป้ายด้วยค่ะ อ่านเพิ่มเติม ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย ภาษีบำรุงท้องที่

นี่เป็นข้อมูลคร่าว ๆ แบบสรุปนะคะ ทุกคนสามารถสอบถามทางเจ้าหน้าที่อบต.หรือเทศบาลในชุมชนเบื้องต้นก่อนได้ เจ้าหน้าที่น่าจะแจกแจงรายละเอียดครบทุกอย่างที่ทุกคนอยากรู้แน่นอนค่ะ

3. ‘เตรียมเงินทุน’ ให้เหมาะกับขนาดร้าน

ประเด็นสำหรับการเปิดร้านของของชำที่ 99% อยากรู้นั่นก็คือ

เปิดร้านขายของชํา ลงทุนเท่าไหร่?

เราจะบอกแบบนี้ค่ะ สำหรับเรื่อง งบประมาณ ในการเปิดร้านขายของชำ นั้นขึ้นอยู่กับพื้นที่ของคุณว่าคุณต้องการเปิดร้านขนาดใหญ่แค่ไหน ถ้าคุณมีพื้นที่หน้าบ้าน พื้นที่ข้างบ้านในการเปิดร้าน ก็น่าจะง่ายกับคุณหน่อยน้า แต่ถ้าไม่มี การก่อสร้างร้านใหม่หรือการเช่าพื้นที่ในการเปิดร้าน งบอาจจะบานปลาย ต้องมีทุนสำรองไว้ “หลักหลายแสน” เลยทีเดียวค่ะ

เราจะขอแบ่งการเตรียมเงินทุนเป็นแบบนี้แล้วกันนะคะ

3.1 ร้านเล็ก มีพื้นที่อยู่แล้ว ต้องเตรียมประมาณ 40,000 – 50,000 บาท

ราคานี้สิ่งที่จะได้ก็จะประมาณนี้ค่ะ

  • ค่าชั้นวางสินค้าเซตเล็ก ๆ (+เคาน์เตอร์คิดเงิน)
  • ตู้แช่ประตู 1 – 2 ประตู
  • ค่าซื้อของมาเติมในร้านประมาณ 600 รายการ

ตัวอย่างร้านขายของชำขนาดเล็ก

ร้านขายของชำขนาดเล็ก

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

3.2 ร้านขนาดกลาง มีพื้นที่อยู่แล้ว ต้องเตรียมประมาณ 55,000 – 90,000 บาท

ราคานี้สิ่งที่จะได้ก็จะประมาณนี้ค่ะ

  • ค่าชั้นวางสินค้าเซตกลาง (+เคาน์เตอร์คิดเงิน)
  • ตู้แช่ประตู 2-3 ประตู
  • ค่าซื้อของมาเติมในร้านประมาณ 1,000 รายการ

ตัวอย่างร้านขายของชำขนาดกลาง

ร้านขายของชำขนาดกลาง

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

3.3 ร้านขนาดใหญ่ มีพื้นที่อยู่แล้ว ต้องเตรียมประมาณ 95,000 – 150,000 บาท

ราคานี้สำหรับค่าชั้นวางสินค้าเซตใหญ่ เคาน์เตอร์คิดเงิน ตู้แช่สามประตู กับค่าซื้อของมาเติมในร้านขนาดใหญ่

ราคานี้สิ่งที่จะได้ก็จะประมาณนี้ค่ะ

  • ค่าชั้นวางสินค้าเซตใหญ่ (+เคาน์เตอร์คิดเงิน)
  • ตู้แช่ประตู 2-3 ประตู
  • ค่าซื้อของมาเติมในร้านประมาณ 2,000 รายการ

ตัวอย่างร้านขายของชำขนาดใหญ่

ร้านขายของชำขนาดใหญ่

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

3.4 ส่วนการเปิดร้านใหม่โดยที่ยังไม่มีพื้นที่ ต้องใช้งบหลักแสน อาจเริ่มที่ 100,000 – 300,000 บาท

ราคาทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน ค่าก่อสร้าง ชั้นวางสินค้าและอุปกรณ์เปิดร้าน รวมถึงซื้อของมาลงเพื่อหมุนเวียน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวผู้เปิดร้านเองด้วยว่าจะประหยัดงบ เพิ่มหรือลดค่าจ่ายในส่วนใดบ้างค่ะ

ตัวอย่างร้านขายของชำที่สร้างใหม่

3.4Grocery store start to open new stores

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

4. ‘เตรียมอุปกรณ์’ เปิดร้านขายของชํา

หลังจากที่ได้ทราบราคาคร่าว ๆ ของการเตรียมงบทั้งหมดในการเปิดร้านไปแล้ว เรามาดูในส่วนของอุปกรณ์เปิดร้านขายของชำกันค่ะว่าควรเตรียมอะไรบ้าง

หลัก ๆ เลยที่จะต้องมี 3 อย่างยืนพื้น นั่นก็คือ ชั้นวางสินค้า, ตู้แช่ และเคาน์เตอร์คิดเงิน ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ อาจจะนำมาเสริมได้ก็อย่างเช่น ตู้แช่เบียร์วุ้น และชั้นวางขวดน้ำมัน

4.1 ชั้นวางสินค้า สวย ๆ

ชั้นวางสินค้าจะมีทั้งแบบหน้าเดียวและสองหน้า หน้าเดียวสำหรับวางริมผนัง สองหน้าสำหรับวางกลางห้อง เซตเริ่มต้นอาจจะนำชั้นวางริมผนังกับชั้นกลางห้องมาอย่างละเซตก็ได้ค่ะ

ตัวอย่างเซตชั้นวางสินค้าริมผนัง

เซตชั้นวางสินค้าหน้าเดียวริมผนัง

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

ตัวอย่างเซตชั้นวางสินค้ากลางห้อง

เซตชั้นวางสินค้าสองหน้ากลางห้อง

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

4.2 ตู้แช่เย็น เพิ่มความคูล

ด้วยความที่รายได้หลักของการเปิดร้านขายของชำจะมาจากเครื่องดื่มหลากชนิด ทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การมีตู้แช่ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย

ตู้แช่เครื่องดื่มในร้านขายของชำ

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

4.3 เคาน์เตอร์คิดเงิน รับทรัพย์รัว ๆ

เคาน์เตอร์คิดเงินหรือโต๊ะเก็บเงิน สำหรับบางร้านอาจจะคิดว่าไม่จำเป็น ก็สามารถใช้โต๊ะที่มีอยู่ในบ้านมาประยุกต์ใช้ก็ได้ค่ะ แต่เราแนะนำว่า ถ้าอยากให้ร้านดูพรีเมี่ยมและน่าเข้ามาซื้อมาขึ้น การมีเคาน์เตอร์คิดเงินสวย ๆ ในร้านด้วยก็ดีนะคะ

เคาน์เตอร์คิดเงิน ติด POS ในร้านขายของชำ

FB : Facebook.com/BIGBESTGROUP

แค่มี 3 สิ่งนี้คุณก็เปิดร้านขายของชำได้แล้วนะ สำหรับคนงบน้อยอาจจะเริ่มต้นด้วยเซตเท่านี้ แล้วค่อยขยับขยายก็ได้ค่ะ ส่วนใครที่อยากได้ครบ ๆ กว่านี้หน่อย อาจจะเพิ่ม

  • ตู้แช่เบียร์วุ้น สำหรับแช่เบียร์โดยเฉพาะ เพื่ออรรถรสของลูกค้าที่จะได้ดื่มเบียร์เย็น ๆ
  • ชั้นวางขวด สำหรับวางขวดน้ำมันขาย เพิ่มกำไรให้กับร้านมากยิ่งขึ้น
  • ชั้นตะกร้า สำหรับใส่สินค้าชิ้นเล็ก ๆ หรือของเล่นเด็ก 

หรือถ้าทุกคนอยากรู้เพิ่มอีกว่าควรมีอุปกรณ์ร้านค้าแบบไหนบ้าง สามารถคลิกอ่าน 10 อุปกรณ์เปิดร้านขายของชํา มีติดร้านไว้ เพิ่มรายได้ทะลุเป้า ที่ตัวเราเองได้ลิสต์ไว้ในเว็บบิ๊กเบสก็ได้ค่ะ

### หรือจะดูสินค้าทั้งหมดของ BIGBEST ได้ที่ >> ชั้นวางสินค้าและอุปกรณ์มาร์ททั้งหมด by BIGBEST

เซตชั้นวางสินค้าและอุปกรณ์เปิดร้านพร้อมราคา

เพื่อเป็นการทำให้ทุกคนได้เห็นภาพ เราขอยกตัวอย่างเป็นร้านขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เฉพาะราคาของชั้นวางสินค้า/อุปกรณ์ร้านค้าของ ชั้นวางสินค้า BIGBEST มาให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วกันนะคะ

  • ร้านขนาดเล็ก

ดูเพิ่มเติมได้ที่ >> รวมราคาชั้นวางสินค้า เริ่มต้นไม่เกิน 30,000-90,000 บาท (แบบครบเซต เปิดร้านได้เลย)

**สังเกตว่าทั้งหมดจะเป็นขนาดร้านเล็กและไม่มีตู้แช่ ทำให้ได้ชั้นวางสินค้าและเคาน์เตอร์ด้วยค่ะ ในส่วนนี้คุณอาจจะใช้ตู้แช่เย็นที่มีอยู่ หรือไม่เอาเคาน์เตอร์ แต่ไปซื้อตู้แช่แทน หรืออีกวิธีคือใช้การผ่อนในแอพ Shopee, Lazada ก็ได้ค่ะ

  • ร้านขนาดกลาง

ดูเพิ่มเติมได้ที่ >> รวมราคาชั้นวางสินค้า เริ่มต้นไม่เกิน 30,000-90,000 บาท (แบบครบเซต เปิดร้านได้เลย)

**ร้านขนาดกลาง ถ้าผู้เปิดร้านอยากเน้นที่การขายเครื่องดื่ม ก็เน้นซื้อตู้แช่ และใช้ชั้นวางสินค้าน้อย ๆ แทน ส่วนใครที่อยากวางของเต็ม ๆ ร้านหน่อย ก็เลือกเป็นเซตชั้นวางสินค้าเต็มร้านหน่อยพร้อมเคาน์เตอร์คิดเงินก็จะได้คนละแบบตามสไตล์ของคนเปิดค่ะ

  • ร้านขนาดใหญ่

ดูเพิ่มเติมได้ที่ >> รวมราคาชั้นวางสินค้า เริ่มต้นไม่เกิน 30,000-90,000 บาท (แบบครบเซต เปิดร้านได้เลย)

**ส่วนร้านขนาดใหญ่ ก็จะได้ทุกอย่างครบแบบนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นชั้นวางสินค้า เคาน์เตอร์คิดเงิน และตู้แช่แบบครบเซต งบ 70,000 – 80,000 บาทก็จะประมาณนี้นะคะ

ถ้าดูราคาไม่จุใจ สามารถคลิกอ่าน รวมราคาชั้นวางสินค้า เริ่มต้นไม่เกิน 30,000-90,000 บาท (แบบครบเซต เปิดร้านได้เลย) ที่ผู้เขียนได้รวบรวมไว้ในเว็บบิ๊กเบสได้เลย! 😀

5. เตรียมแหล่งซื้อของ ‘ใกล้บ้าน’

การเตรียมแหล่งซื้อของก็จะต้องซื้อที่ ร้านขายส่ง, ห้างขายส่ง และตัวแทน (เซลล์) เจ้าของ Facebook โชห่วย ชุนชน บอกในกลุ่ม รวมพลคนโชห่วย-ร้านของชำ ไว้ว่า

  • ต้องเลือกแหล่งที่ใกล้กับร้านเรามากที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการขนส่ง
  • ต้องเลือกแหล่งที่สามารถเปลี่ยนคืนได้ง่าย หากสินค้าชำรุด เสียหาย ไม่ครบ
  • ต้องเลือกและเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแต่ละแหล่งดี ๆ เพราะราคาแต่ละจะแตกต่างกัน บางแห่งต้องซื้อยกแพ็ค-ซื้อแยกได้ บางแห่งมีบริการขนส่ง-ไม่มีบริการขนส่ง
  • ห้าม! ลงของจากเซลล์ที่แปลกหน้า ไม่คุ้นเคย เพราะอาจเจอของปลอด สอดใส้
  • ในตอนแรก.. อาจต้องไปซื้อจากร้านส่งมาเอง เมื่อชำนาญ เราจะรู้แหล่งและสนิทกับเซลล์

แล้วร้านขายส่งมีที่ไหนบ้างล่ะ? เราว่าหลายคนอาจจะรู้อยู่บ้างแล้วว่า แม็คโคร เป็นแหล่งค้าส่งอันดับต้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็ต้องนึกถึงเมื่อจะเปิดร้านขายของชำหรือเปิดร้านมินิมาร์ท หากใครที่อยู่ใกล้แม็คโคร ก็สามารถแวะไปซื้อที่แม็คโครใกล้บ้านคุณได้เลย แต่นอกจากแม็คโคร มีที่ไหนบ้างนะ? เราจะยกตัวอย่างมาให้ดูค่ะ

หจก.กีรติ สโตร์ ค้าปลีก-ค้าส่ง ทั่วไทย

ร้านขายส่ง กีรติสโตร์

กีรติสโตร์เป็นโกดังจำหน่ายสินค้าของกินของใช้ ทั้งค้าปลีก และส่งขนาดใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมาค่ะ

เค้ามีบริการขนส่งทั่วไทยเลยนะคะ และจังหวัดใกล้เคียงยังส่งให้ฟรีอีกด้วย ได้แก่ กับบริการส่งฟรี 8 จังหวัด นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ สระแก้ว ปราจีนบุรี สระบุรี 

ใครที่อยู่จังหวัดเหล่านี้ต้องใช้บริการกีรติสโตร์แล้วล่ะ! 😀

ดูข้อมูลเพิ่มเติม ↓

– เพจเฟซบุ๊ก  หจก.กีรติ สโตร์ ค้าปลีก-ค้าส่ง ทั่วไทย

– พิกัดร้าน แมพร้านกีรติสโตร์

เจ.มาร์ทซุปเปอร์สโตร์

ร้านซุปเปอร์สโตร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู ในเพจเค้ามีอัพเดตทุกวัน มีสินค้าลดราคา ทั้งขนม ของเล่น สินค้าอุปโภคบริโภค มีแจกทอง แจกเครื่องใช้ไฟฟ้า ถังน้ำแข็ง และอื่น ๆ อีกเยอะมากมาย ใครอยู่จังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดใกล้เคียง เข้าไปดูในเพจเล้ย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

– เพจเฟซบุ๊ก เจมาร์ท ซุปเปอร์สโตร์ 

– พิกัดร้าน แมพร้านเจมาร์ท

ร้านสิน 2000 (ชัยภูมิ และขอนแก่น)

Sin 2000 Superstore

สำหรับจังหวัดชัยภูมิและขอนแก่น มีร้านสิน 2000 ทั้งสองสาขา พร้อมให้บริการ เค้ามีบริการจัดส่งด้วยน้า

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เว็บสิน 2000 ชัยภูมิ / เพจ สิน 2000 ชัยภูมิ

เว็บสิน 2000 ขอนแก่น (ชุมแพ) / เพจ สิน 2000 ชุมแพ

ร้าน ST เชียงราย ค้าส่ง ค้าปลีก

ร้านขายส่ง เอสที เชียงราย

ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ซุปเปอร์สโตร์ร้านนี้เค้ามีอัพเดตสินค้าเข้าใหม่ในเพจตลอด มีจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ด้วยนะ เข้าไปดูตามลิ้งก์ที่เราเตรียมไว้ให้เลยค่า

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

– เพจเฟซบุ๊ก เอส.ที.เชียงราย ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ 

– พิกัดร้าน แมพร้านเอสทีเชียงราย

(ทั้งบริษัทกีรติสโตร์, ร้านสิน 2000, ST เชียงราย และเจมาร์ทซุปเปอร์สโตร์ เป็นลูกค้าของ ชั้นวางสินค้า PN ที่เลือก เปิดร้านซุปเปอร์สโตร์ กับเครือ PN เครือบริษัทที่ผู้เขียนเองทำงานอยู่ ซึ่งเป็นบริษัทที่เปิดเว็บไซต์ PN Storetailer ขึ้นมานั่นเอง อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับ PN

  • ถ้าทุกคนอยากได้ข้อมูลร้านซูเปอร์สโตร์เพิ่มเติม ทุกคนอาจจะลองเสิร์ชใน Google ว่า “ร้านขายส่งของชำ ใกล้ฉัน” ก็ได้นะ

อีกทางหนึ่งคือในโพสต์ของโชห่วย ชุมชน ในกลุ่มเฟซบุ๊ก ที่เค้าเปิดให้ร้านค้าส่ง มาเม้นท์เสนอขายสินค้า เข้าไปดูได้ที่ FB โชห่วย ชุมชน ร้านค้าส่ง เลยค่า

6. ‘เตรียมสินค้า’ ที่จะนำมาขาย

เมื่อได้แหล่งซัพพลายเออร์ในการซื้อสินค้าแล้ว เรามาดูกันว่า เราคารซื้ออะไรมาขายกันดี ก่อนอื่นอย่างที่ผู้เขียนได้บอกไปในขั้นตอนแรก ๆ ค่ะ ว่าให้คุณสำรวจและเช็กคนซื้อบริเวณนั้นก่อน เพื่อที่จะได้นำสินค้ามาขายให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อมากที่สุด

เตรียมสินค้าที่จะนำมาขาย

ตัวอย่างเช่น ถ้าบริเวณนั้นมีเด็กเยอะ ก็เน้นนำขนมและของเล่นมาลงขาย หรือถ้าบริเวณนั้น คนส่วนใหญ่จะทำอาชีพเกษตรกร ก็นำปุ๋ย ยากำจัดแมลง หรือเมล็ดพันธุ์พืชมาขายเสริม

ตรงนี้ทุกคนอาจจะต้องไปสอบถาม ทำการบ้านกับผู้บริโภคบริเวณนั้นก่อน เพราะหากคุณมีงบไม่เยอะแล้วลงสินค้าที่ไม่ตอบโจทย์ อาจทำให้สินค้านั้นค้างสต็อกและขายไม่ออก

ทีนี้สินค้าหลัก ๆ ในร้านขายของของชำล่ะ ควรมีอะไรบ้าง เราจะนำมาให้ดูคร่าว ๆ กันค่ะ 

  • สินค้าบริโภค เช่น ขนม น้ำมันพืช ผงชูรส ซุปก้อน น้ำปลา น้ำส้มสายชู ซีอิ๊ว ซอส ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เกลือ น้ำตาล น้ำจิ้มสุกี้
  • สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ครีมนวด ยาสีฟัน ครีมอาบน้ำ ครีมทาผิว แป้ง ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย
  • เครื่องดื่ม เช่น น้ำดื่ม นม น้ำหวาน ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ เบียร์ สุรา โซดา น้ำอัดลม น้ำผลไม้
  • ของใช้อื่น ๆ เช่น ไฟแช็ค ถ่านไฟฉาย ถ่านก่อไฟ เทียนไข ธูป ยากันยุง ฟองน้ำล้างจาน ยาสามัญประจำบ้าน

#แนะนำว่าควรลงไซซ์เล็กก่อนนะคะ สำหรับการเริ่มต้นเปิดใหม่ เพราะเราต้องทดลองตลาดก่อนว่าสินค้าตัวไหนขายดี

อ่านเต็ม ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ที่ → เช็กลิสต์! ‘สินค้าในร้านขายของชำ’ ที่ต้องมีติดร้าน

7. ‘เตรียมแผน’ การบริหารจัดการ

เมื่อทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว มาถึงขั้นตอนสุดท้ายกันแล้ว กับแผนการบริหารจัดการและทริคต่าง ๆ เมื่อเปิดร้านขายของชำ แผนการบริหาร เป็นสิ่งที่ควรใส่ใจมาก ๆ เพราะเราจะขายดี จะอยู่รอด และจะขยับขยายต่อเติมไปได้เรื่อย ๆ ไหม ขึ้นอยู่กับแผนนี้ล้วน ๆ ค่ะ ผู้เขียนก็เลยนำทริคเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากทุกคนให้นำไปต่อยอดกัน

7. เตรียมแผนการบริหารจัดการ

7.1 การตั้งราคาขาย

  • พื้นฐานควรตั้งราคาทุน +20% โดยประมาณ
  • ต่ำกว่าราคาทุน 20% แนะนำเป็นสินค้าที่ขายดี ขายออกไว
  • ขายราคาตามท้องตลาดที่เขาขายกัน พยายามอย่าขายแพงกว่า
  • สินค้าที่มีฉลากราคาติดมา ไม่ต้องบวก 20%
  • เก็บบิลทุกครั้งที่ซื้อของ เพื่อที่จะได้นำมาคำนวณกำไร
  • จดบันทึกลงสมุด ทำบัญชีอยู่เสมอ

เครดิตเรื่องการตั้งราคา >> Facebook โชห่วยชุมชน การตั้งราคาหรือการบวกกำไรสินค้า สำหรับร้านค้าปลีก

7.2 การทำบัญชี

  • บันทึกสินค้าเข้าออก
  • บันทึกยอดขายในแต่ละวัน
  • บันทึกสินค้าที่ขายดีและขายไม่ดี
  • ทำรายรับ-รายจ่ายทุก ๆ วันและสรุปรายเดือนด้วย

**ซึ่งขั้นตอนนี้ ถ้ามี ระบบ POS เข้ามาช่วย จะทำให้ลดขั้นตอนบางอย่างออกไปได้มากเลยค่ะ

7.3 การจัดร้านขายของชำ

  • จัดเรียงสินค้าให้อยู่ในระดับสายตา ของเด็กอยู่ข้างล่าง ของผู้ใหญ่อยู่ด้านบน
  • จัดสินค้าขายดีให้โดดเด่น จัดให้อยู่บน ชั้นวางสินค้า ในจุดที่มองเห็นได้เลย และควรเพิ่มเป็น 2 ชั้น
  • จัดเรียงสินค้าให้สัมพันธ์กัน เช่น สบู่+แชมพูอยู่ใกล้กัน ผงซักฟอก+น้ำยาปรับผ้านุ่มอยู่ใกล้กัน
  • แยกสินค้าอุปโภค-บริโภคออกคนละโซน เพื่อความง่ายในการหาสินค้า
  • การเติมสินค้า ให้นำสินค้าเก่าที่มีอยู่ออกมาให้หมดก่อน แล้วจึงเติมสินค้าใหม่จากด้านหลัง เพื่อไม่ให้สินค้าเก่าค้างสต็อกหรือหมดอายุ
  • กรณีสินค้าหมดสต็อก อย่าเลื่อนสินค้าอื่นมาแทน เพราะจะทำให้ลืมว่าบริเวณนั้นสินค้าขาดหายไป ให้รีบหามาเติมให้ไว้ที่สุด
  • ทำความสะอาดชั้นวางและสินค้าอยู่เสมอ เพื่อให้สินค้าดูน่าซื้อและถูกสุขอนามัย

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม :

7.4 ทริคส่งเสริมการขาย

  • ทำนามบัตร เพื่อกระจายข่าวให้คนในชุมชนรู้จักคุณ ในนามบัตรนั้นจะต้องมีชื่อ ข้อมูลการให้บริการ ช่องทางการติดต่อ ช่องทางการโอนเงิน คิวอาร์โค้ดที่ทันสมัย
  • จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ในการเริ่มเปิดร้าน อาจจะจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นคนให้เข้ามาซื้อที่ร้าน เช่น ซื้อครบ 100 บาท ลุ้นรับของรางวัล, ซื้อ 3 แถม 1 เป็นต้น
  • บริการของทางร้าน ต้องหาจุดเด่นด้านบริการ เพื่อให้ลูกค้าไว้ใจซื้อสินค้าที่ร้านของคุณเป็นประจำ เช่น บริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ, บริการเติมเงินให้
  • ทำเพจร้าน เพื่อให้คนมาติดตาม และคุณต้องลงรูป ลงคอนเทนต์ เพื่อให้เรามีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เวลามีโปรโมชั่น ก็นำมาลงที่เพจ เพื่อกระจายข่าวสาร และยังเป็นการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
  • มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี การที่คนขายพูดดี บริการดี มีผลอย่างมากต่อการกลับมาซื้อซ้ำ
  • นำสินค้าที่ไม่เหมือนใครมาขาย อาจจะเป็นสินค้าที่ทำขึ้นมาเอง สินค้า O-Top สินค้าที่หาทานได้ยาก เช่น ทุเรียนทอด, ขนมต่าง ๆ ที่ไม่มีขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

หากคุณอยากทราบรายละเอียดการเปิดร้านขายของชำต่าง ๆ เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่ลิงก์ด้านล่างได้เลย ☟

แบบร้านขายของชำ by BigBest

คลิก ☛ สานฝันธุรกิจกับ “แบบร้านขายของชำ” มากกว่า 50 ไอเดีย by BigBest

〈สรุป – การเปิดร้านขายของชำ〉

ในยุคนี้การเปิดร้านขายของชำ อาจดูไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อต้องแข่งขันสูงไม่ว่าจะกับร้านด้วยกันเองหรือนายทุน แต่เราเชื่อว่าถ้าทุกคนมีแผนที่ดี มุ่งมั่นตั้งใจ หมั่นเสริมสร้างประสบกาณ์และปรับให้ทันยุคทันสมัย จากที่บางคนใช้ร้านขายของชำเป็นรายได้เสริม มันอาจกลายเป็นรายได้หลักและขยับขยายเป็นกิจการใหญ่โตในอนาคตได้ แบบที่นักธุรกิจหลาย ๆ คนประสบความสำเร็จมาแล้ว 😀

ที่สำคัญ การเปิดร้านขายของชำเป็นอาชีพที่อิสระ คุณเป็นนายตัวเอง บริหารจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง มันก็เป็นความสบายใจอย่างหนึ่งในการประกอบอาชีพใช่มั้ยล่ะคะ 

ลูกค้าเดินช็อปปิ้งในร้านขายของชำ

มาสรุปสิ่งที่ผู้เขียนได้ร่ายยาวมาทั้งหมด สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านยาว ๆ กันดีกว่า

1. เตรียมความพร้อม

เตรียมความพร้อมเรื่องทำเล ต้องอยู่ในพื้นที่ชุมชน ไม่อยู่ใกล้กับร้านสะดวกซื้อที่เป็นของนายทุน และต้องเช็กคู่แข่ง เช็กพื้นที่ว่าพร้อมไหม และเช็กคนซื้อบริเวณนั้นด้วย

2. เตรียมขออนุญาตและจดทะเบียน

เตรียมขออนุญาตขายเหล้าบุหรี่จากกรมสรรพสามิต จดทะเบียนพาณิชย์ เตรียมตัวเสียภาษีเงินได้ให้กรมสรรพากร เตรียมตัวเสียภาษีโรงเรือน ภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีป้าย(ถ้ามี)

3. เตรียมเงินทุน

เงินทุนถ้ามีพื้นที่อยู่แล้ว ร้านเล็ก ๆ จะเริ่มต้นที่ 30,000 – 50,000 บาท ร้านขนาดกลาง เริ่มต้น 55,000-90,000 บาท ร้านขนาดใหญ่ เริ่มต้น 95,000-150,000 บาท

แต่ถ้ายังไม่มีพื้นที่ จะต้องเตรียมค่าก่อสร้างด้วย ทำให้งบอาจเริ่มที่ 100,000 – 300,000 บาท

4. เตรียมอุปกรณ์เปิดร้านขายของชํา

อุปกรณ์เปิดร้านขายของชำจะต้องมี  3 อย่างเป็นหลัก นั่นก็คือ ชั้นวางสินค้า, ตู้แช่ และเคาน์เตอร์คิดเงิน ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ อาจจะนำมาเสริมได้ก็อย่างเช่น ตู้แช่เบียร์วุ้น และชั้นวางขวดน้ำมัน

5. เตรียมแหล่งซื้อของ

แหล่งซื้อของจะต้องซื้อตามร้านขายส่งใกล้ชุมชนของคุณ เช่น แม็คโคร หรือลองเสิร์ชใน Google ว่า “ร้านขายส่งของชำ ใกล้ฉัน” หรือคลิกอ่าน รายชื่อร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 87 ราย จากเว็บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ได้ค่ะ

6. เตรียมสินค้าที่จะนำมาขาย

สิ่งที่ต้องเตรียมมาขายจะต้องทำการสำรวจก่อนว่าผู้บริโภคในชุมชนของคุณส่วนใหญ่มักจะซื้อสินค้าประเภทไหน ส่วนสิ่งที่ต้องเตรียมเป็นหลักก็จะเป็น

  • สินค้าบริโภค ขนม น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง
  • สินค้าอุปโภค ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผ้าอนามัย
  • เครื่องดื่ม น้ำดื่ม กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ของใช้อื่น ๆ เช่น ไฟแช็ค ถ่านไฟฉาย ธูปเทียน ยากันยุง ยาสามัญประจำบ้าน

7. เตรียมแผนการบริหารจัดการ

การเตรียมแผนการบริหารและการตลาดที่ดี จะทำให้การดำเนินธุรกิจเปิดร้านขายของชำเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นระเบียบ 

  • การตั้งราคาขาย ควรตั้งราคาทุน +20% โดยประมาณ ขายราคาตามท้องตลาด และต้องเก็บบิลทุกครั้งที่ซื้อของ เพื่อที่จะได้นำมาคำนวณกำไร
  • การทำบัญชี บันทึกสินค้าเข้า-ออก บันทึกยอดขาย และรายรับ-รายจ่ายทุกวัน
  • การจัดร้านขายของชำ ต้องจัดสินค้าให้อยู่ระดับสายตาของคนซื้อแต่ละวัย แยกสินค้าอุปโภค-บริโภคออกคนละโซน และควรจัดเรียงสินค้าให้สัมพันธ์กัน
  • ทริคส่งเสริมการขาย ควรทำนามบัตรเพื่อให้ข้อมูลร้านของคุณกับคนในชุมชุน ทำเพจร้านลงคอนเทนต์ จัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และควรหาบริการหรือสินค้าที่เป็นจุดเด่นของร้านคุณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก :

  • กระทู้ # ความรู้ชาวโชห่วย ในกลุ่ม Facebook รวมพลคนโชห่วย-ร้านของชำ
  • #ลิ้งก์แหล่งข้อมูลอื่น ๆ ผู้เขียนแปะไว้ในเนื้อหาทั้งหมดแล้วค่ะ
♦ บทความอื่น ๆ ที่แนะนำ

ใส่ความเห็น