8 ข้อเช็คลิสต์.. ให้คุณฉุกคิดก่อนเลือกทำเลร้านค้า

ทำเลร้านค้า

“เลือกทำเลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”

คุณก็รู้ใช่ไหมคะ? ว่าทำเลนั้นสำคัญไฉน ก่อนเริ่มต้นเปิดร้านอะไรสักอย่าง ทำเลร้านค้า คือสิ่งแรกๆที่เราต้องคิดก่อนสิ่งอื่นใด

เพราะทำเลหรือสถานที่สำหรับตั้งร้านค้านั้น มีผลต่อลูกค้าที่จะเดินเข้ามาในร้านมาก ๆ และมันยังส่งผลต่อศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคตของร้านอีกด้วย 

บทความนี้ PN Storetailer ก็เลยจะพาทุกคนไปเช็คลิสต์แต่ละข้อ กับการเลือกทำเลร้านค้าปลีกที่คุณจะเปิด ว่าควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในเรื่องใดบ้างก่อนเปิดธุรกิจสักอย่าง ไปดูกันเลยค่ะ 

 

และก่อนที่เราจะไปเลือกทำเลร้านค้าของคุณ มีคำถามบางข้อ ที่เราอยากให้คุณลองตอบดู เพื่อจะได้เห็นภาพว่าธุรกิจของคุณจะเป็นยังไงในอนาคตค่ะ 

  • ลองคิดว่าลูกค้าหลักของคุณเป็นใครบ้าง?
  • นึกภาพของร้านคร่าว ๆ ของคุณไว้ว่าเป็นยังไง?
  • เลือกประเภทสินค้าที่คุณจะขายหรือยัง?
  • คุณกำหนดพื้นที่ร้านค้าไว้ประมาณไหน?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้การหาทำเลชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณสามารถตอบคำถามทุกข้อที่เรากำหนดไว้ได้แล้วเนี่ย.. ลองมาดูเนื้อหาในบทความของเรากันเลยค่ะ ว่าต้องพิจารณาเรื่องใดในการเลือกทำเลบ้าง 🙂 

1. ประเภทสินค้าเป็นตัวแปรในการเลือกทำเล

การที่คุณจะเลือกทำเลในการลงหลักปักฐานทำธุรกิจซักที่หนึ่ง ตัวแปรที่สำคัญมากของการเลือกคือ “สินค้าของคุณ” คุณต้องดูว่าสินค้าที่คุณจะนำมาขายน่ะเป็นประเภทไหน อย่างที่เราตั้งคำถามไว้ในตอนต้นนั่นแหละค่ะ เพราะการจะเลือกทำเลซักที่ เราต้องเลือกที่ที่มันเหมาะกับสินค้าของเรา 

สมมติว่าคุณจะเปิดร้านสะดวกซื้อ เพื่อขายของเบ็ดเตล็ด ช่น พวกของใช้ในบ้าน ของใช้จิปาถะสำหรับชีวิตประจำวัน

ของประเภทนี้เป็นของที่ซื้อง่ายขายคล่องและราคาจะถูก จับต้องได้ จึงเหมาะกับคนทั่ว ๆ ไป คุณจึงไม่ควรไปเปิดในที่ผู้คนเข้าถึงยาก ที่แรกที่ควรนึกถึงเลยคือ บริเวณที่คนพลุกพล่าน ไม่ว่าจะเป็นย่านตลาด ย่านโรงเรียน ย่านมหาวิทยาลัย เป็นต้น 

ส่วนสินค้าที่มีความพิเศษ หรือมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง สินค้าประเภทนี้มันจะตอบสนองความต้องการของคนเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่คนทั่ว ๆ ไปละค่ะ ทีนี้ถ้าใครที่ชอบมันจริง ๆ พวกเขาจะไม่ mind ที่จะเดินทางไปซื้อ แม้ว่ามันจะไกลแค่ไหนก็เถอะ 

ร้านขายต้นไม้

ยกตัวอย่าง

ของเก่าหายาก, ของสะสม, ภาพวาด, ร้านต้นไม้, สินค้าสำหรับคนแต่งคอสเพลย์

ถ้าคุณจะขายของประเภทนี้ แต่ไปเปิดในทำเลทั่ว ๆ ไป มันน่าจะขายยากหน่อย เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณ 

“เหมือนคุณกำลังตกปลาในบ่อกว้างๆ ซึ่งมันจะมีโอกาสที่คุณจะเจอปลาที่ชอบหรือไม่ชอบก็ได้..”

ฉะนั้นคุณควรเปิดในบริเวณที่มันเอื้อประโยชน์ต่อกัน อย่างร้านที่มีสินค้าคล้าย ๆ กัน เพื่อลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันจะได้เดินทางมาเลือกซื้อนั่นเองค่ะ 

2. สำรวจว่าประชากรบริเวณนั้นเป็นแบบไหน

ก่อนจะเลือกทำเลร้านค้า คุณต้องสำรวจคนในชุมชนนั้น ๆ ซะก่อน ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ “ตรงสเปค” กับสินค้าของเราไหม ขอแนะนำแบบเป็นข้อ ๆ แล้วกันนะคะ  

  • ทำความรู้จัก ความคุ้นเคย กับคนในท้องถิ่นว่าพวกเขามีความชอบแบบไหน (ในกรณีที่คุณไม่เคยอยู่แถวนั้น แต่ถ้าคุณคุ้นเคยอยู่แล้วก็ผ่านค่าาา)
  • พูดคุยกับร้านค้าอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณนั้นว่า ขายดีไหม? ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบอะไร? พฤติกรรมของผู้คนบริเวณนี้เป็นยังไง? ถามมาให้ละเอียดไปเลยจ้ะ 
  • คุณอาจต้องสำรวจประชากรจากบริเวณนั้นเพิ่มเติมจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สมมติคุณจะเปิดร้านขายของที่เขตบางขุนเทียน  คุณก็ลองเข้าเว็บไซต์ www.nso.go.th 

และมันจะสามารถดูได้ทั้ง ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน, สภาวะการทำงานของประชากร, สภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน และอื่น ๆ 

สำรวจประชากร

ภาพจาก gotokyo

เมื่อคุณรู้ถึงข้อมูลของคนกลุ่มนั้น ๆ แล้ว คุณก็จะได้นำมาพิจารณาว่าควรจะเปิดร้านค้าปลีกของคุณที่นั่นดีรึเปล่า หรือควรมองหาที่อื่นสำรองไว้ดี ต้องคิดอย่างรอบคอบนะคะ

3. อยู่ในที่ ๆ ผู้คนสัญจรไปมา

การจะเปิดร้านค้า ถ้าคุณไปเปิดในที่ ๆ ไม่มีผู้คนผ่านไปมาเลย มันก็ยากที่จะขายออก

อย่างพวกของที่มีเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มที่เรายกตัวอย่างไปในข้อก่อนหน้านี้ ยังควรไปเปิดบริเวณที่ใกล้เคียงกับสินค้าที่คล้ายกัน เพื่อให้ลูกค้าที่ชอบของเหล่านั้นรู้ว่า เอ้อ..แหล่งสินค้ามันอยู่ตรงนี้ หรือไม่ก็ต้องเปิดบนถนนที่มีรถสัญจรไปมา

ทำเลขึ้นอยู่กับผู้คน

เพราะจะทำให้ผู้คนมองเห็นได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่ควรคำนึงเลยคือ

  • มีคนเดินผ่านและรถผ่านไปเยอะหรือไม่? 
  • ขนส่งสาธารณะเข้าถึงได้ดีแค่ไหน?
  • มีที่จอดรถเพียงพอสำหรับลูกค้าและรถบรรทุกขนของ
  • ลูกค้าและรถบรรทุกขนของสามารถเข้า-ออกจากที่จอดรถได้ง่าย 

อยากให้คุณลองมองในมุมของลูกค้าเยอะ ๆ เพื่อที่จะได้เข้าถึงความรู้สึกพวกเขาว่า “ร้านของคุณน่าเข้าไปซื้อไหม” เมื่อคุณเข้าใจลูกค้า คุณจะรู้ว่าคุณควรเปิดร้านในทำเลนั้น ๆ หรือไม่นั่นเอง

แต่จะบอกว่า ถ้าทำเลร้านค้าอยู่ในที่ ๆ ผู้คนมองเห็นได้ง่ายมันจะดีกับร้านคุณมากเลย แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในที่แบบนั้นคุณก็ต้องทำการตลาดเพื่อโปรโมทหนักหน่อยนะคะ 

อ่านเพิ่มเติม :

 

4. ตรวจสอบนโยบายสถานที่นั้นๆให้ดี 

ก่อนเซนต์สัญญาเช่าพื้นที่ คุณควรเข้าใจ “กฎ นโยบายและขั้นตอนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับทำเลที่ตั้งร้านค้าของคุณด้วย” เพื่อลดความผิดพลาดให้ได้มากที่สุด เพราะมันอาจมีการจำกัดขนาดป้ายที่ใช้ในสถานที่นั้น ๆ หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ที่คุณไม่สามารถทำได้ 

ซึ่งมันอาจส่งผลกระทบกับร้านค้าของคุณ รวมถึงการวางแผนในอนาคตที่ไม่แน่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ก่อสร้างทำถนน

เช่น จะมีการก่อสร้างทางหลวงในบริเวณนั้น เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น มันจะส่งผลต่อร้านค้า รายได้ และการดำเนินธุรกิจของคุณ ที่จะต้องยุ่งยากในอนาคตค่ะ ฉะนั้นควรตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียดน้าาา

5. สำรวจร้านค้าเพื่อนบ้านและคู่แข่ง

เรื่องนี้สำคัญมากเลยนะ ถ้าคุณเลือกทำเลดีมากกก มีผู้คนสัญจรไปมา คนในพื้นที่ก็ตรงกลุ่มเป้าหมายกับสินค้า แต่ร้านข้าง ๆ เป็นร้านที่เหมือนกันทุกระเบียดนิ้วทั้งการตกแต่งร้าน สินค้าที่นำมาขาย รวมถึงสไตล์ต่าง ๆ

ร้านที่อยู่ติดกัน

ถ้ามีคู่แข่งแบบนี้คุณก็ควรคิดได้แล้วว่าไม่เลือกทำเลแถวนี้จะดีกว่า เพราะมันจะเป็นการเปิดร้านเพื่อแย่งลูกค้ากัน

ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหาตามมาในวันข้างหน้าได้นะคะ  (อันนี้เป็นกรณีที่คุณขายของทั่วไป ไม่ใช่ของแบบที่ต้องไปเปิดใกล้เคียงกันนะ) แต่หากเป็นร้านค้าเพื่อนบ้านของคุณทำธุรกิจอะไรที่ไม่ทับไลน์กัน แต่มันสอดคล้องกับสินค้าที่คุณนำมาขาย มันจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ต่อกันเหมือนธุรกิจพันธมิตรได้

เช่น หากคุณกำลังจะเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือบิ้วตี้ช็อป คุณควรเลือกทำเลที่มีร้านทำผม ร้านทำเล็บ อยู่เยื้อง ๆ กัน เพื่อเวลาที่ร้านนั้น ๆ ต้องการน้ำยาย้อมผม น้ำยาทาเล็บ และเครื่องสำอางอื่น ๆ เขาจะได้มาซื้อที่ร้านของคุณได้ยังไงล่ะ 

6. เช็คลิสต์ค่าใช้จ่ายในการเปิดร้าน

การเปิดร้านค้าเนี่ย.. ไม่ใช่ว่าจะมีแค่ค่าเช่าที่อย่างเดียวนะคะ เพราะนอกเหนือจากค่าเช่าพื้นฐานแล้ว ยังมีค่าอื่น ๆ อีกมากมาย ที่เกี่ยวกับกับสถานที่ที่คุณจะใช้เป็นทำเลร้านค้า

ลองคิดเป็นค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะมี 

  • ค่าปรับปรุงตกแต่งร้าน ทั้งทาสี ติดแอร์ เฟอร์นิเจอร์ ชั้นวางสินค้า
  • ค่าคนทำความสะอาดพื้นที่หรือแม่บ้าน 
  • จะต้องเสียค่าภาษีอะไรอีกมั้ย?
  • ค่าบำรุงรักษาสถานที่ หรือค่าส่วนกลางต่าง ๆ 
  • ค่าประกัน ค่ามัดจำ
  • ค่าดำเนินการ 

(อ้างอิงจาก www.cbre.co.th ) 

ซึ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พวกนี้จะแตกต่างกันไปตามร้านค้าที่คุณเปิด มันค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่จะประเมินราคาสำหรับธุรกิจเปิดใหม่ คุณอาจจะต้องสอบถามคนที่เขาเปิดร้านที่ใกล้เคียงกับคุณว่า “โดยรวมแล้วมีค่าใช้จ่ายประมาณไหน”

แต่แอบมีข่าวมาบอกว่า ช่วงนี้ค่าเช่าที่ต่าง ๆ จะลดลงและยืดหยุ่นมากขึ้น สำหรับร้านค้าปลีกหลาย ๆ ที่ บางสถานที่มีการปรับลดค่าเช่าถึง 50% จากปกติ

มาตรฐานการเก็บค่าเช่าที่ร้านค้าของไทย

ภาพจาก propholic

ซึ่งอาจเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีสำหรับใครที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นอยากทำธุรกิจหรือเปิดร้านของตนเอง โดยมันเป็นมาตรฐานใหม่ที่จะรองรับตลาดพื้นที่ค้าปลีกหลัง Covid-19

นางสาวจริยา ถ้ำตรงกิจกุล หัวหน้าแผนกพื้นที่ค้าปลีก ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ กล่าวไว้ว่า 

 “จะคิดราคาค่าเช่าแบบพันธมิตร (Partnership Rent) หรืออาจเป็นการคิดค่าเช่าจากการแบ่งรายได้ พร้อมกับการรับประกันยอดขายขั้นต่ำ มากกว่าการจ่ายค่าเช่ารูปแบบเดิมที่กำหนดค่าเช่าแบบคงที่ ตลอดจนการยืดหยุ่นในเรื่องของเงื่อนไขการเช่าต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ” ( อ้างอิงจาก propholic ) 

ซึ่งมันดีต่อคนที่จะเปิดร้านค้าปลีกอย่างคุณมาก ๆ เลยล่ะ เพราะค่าเช่าที่ไม่คงที่เหมือนเดิม มีความยืดหยุ่นตามรายได้ของคุณมากขึ้น ใครที่จะเปิดร้านช่วงนี้ ก็ถือว่านี่เป็นช่วงที่ดีของคุณเลยน้าา 

 

7. พิจารณาปัจจัยส่วนบุคคลของคุณ 

หากคุณวางแผนว่าจะต้องไปที่ร้านค้าบ่อย ๆ ให้คุณคิดถึงความสมดุลของการใช้ชีวิตของคุณด้วยนะ เนื่องจากระยะเวลาในการเดินทางไปที่ร้านมันก็สำคัญ มันไม่ควรนานเกินไป

นอกจากจะทำให้คุณเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของคุณที่มีต่อพนักงานด้วย 

เพราะถ้าคุณไปสายบ่อย ๆ มันก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีให้กับลูกจ้างมากเท่าไหร่ แถมยังทำให้คุณอาจพลาดในการให้ความคิดเห็นเรื่องการทำงานของพนักงานได้อย่างเต็มที่ 

ลูกค้ามีปัญหากับพนักงาน

เช่น ในช่วง 9 โมง มีลูกค้าที่มีปัญหากับการให้บริการของพนักงาน ต้องการคุยกับเจ้าของร้านด่วน แต่คุณยังเดินทางไปไม่ถึงที่ร้าน

หากมีเคสแบบนี้เกิดขึ้นและลูกจ้างไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองได้ ผลเสียก็จะตกอยู่ที่ร้านของคุณและตัวคุณเองนั่นแหละค่ะ เตือนไว้ก่อน.. จะได้ไม่พลาดกันนะคะ

8. เช็คลิสต์พิจารณาขั้นตอนสุดท้ายให้แน่ใจที่สุด

นอกจาก 7 ข้อที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ร้านค้าของคุณอาจต้องไตร่ตรองบางอย่างเพิ่มเติมหลังจากเลือกสถานที่ไปแล้วนะคะ

เราจะลองยกตัวอย่างให้ดูว่ามันจะมีอะไรอีกบ้างให้คุณพิจารณาหรือปรับปรุงแก้ไข

  • ร้านค้าของคุณจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์ จำพวกเครื่องมือช่างในการก่อสร้างร้านใหม่ หรือเปลี่ยนหลอดไฟ เพิ่มโคมไฟต่าง ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศมากขึ้นไหม?
  • มีห้องน้ำสำหรับพนักงานและลูกค้าหรือไม่?
  • มีสถานีดับเพลิงในชุมชนหรือเปล่า?
  • มีบริการสุขาภิบาลอยู่ในชุมชนนั้น ๆ ไหม? 
  • มีสถานีตำรวจใกล้เคียงบริเวณนั้นหรือไม่?
สถานีดับเพลิง

การคิดถึงสิ่งรอบ ๆ ตัวแบบนี้ มันจะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า ทุกอย่างครบครัน และพร้อมที่จะเลือกทำเลนั้น ๆ ในการเปิดร้านของคุณ เพราะหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น จะได้รับมืออย่างทันท่วงที  

 

✔ สรุป

ลองเช็คลิสต์และพิจารณาสิ่งเหล่านี้ที่เรานำมาเสนอให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทำเลร้านค้าปลีกของคุณ คุณควรใช้เวลามากหน่อยในการหาข้อมูลของพื้นที่นั้น ๆ

“อย่าพึ่งรีบตัดสินใจ” ในการวางร้านค้าของคุณไว้ที่ใดที่หนึ่ง ลองเลือกดูหลาย ๆ ที่มาเปรียบเทียบประกอบกัน เพื่อที่จะได้ทำเลที่ดีที่สุดของร้านค้าคุณค่ะ

และถ้าได้ทำเลดีที่เหมาะสมและตรงกับใจแล้ว PN Storetailer ก็ขอให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่นนะค้าาา 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : 

บทความอื่นๆที่แนะนำ

กลับหน้าหลัก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *