ทำความรู้จัก Specialty Store พร้อม 8 ตัวอย่าง [เข้าใจง่าย]

Specialty Store

1. Specialty Store คืออะไร?

Specialty Store คือ ร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าเฉพาะอย่าง ในประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีสินค้าอย่างหลากหลายในกลุ่มผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เช่น ร้านขายอุปกรณ์กีฬา, ร้านหนังสือ, ร้านขายเครื่องสำอาง, ร้านวัสดุก่อสร้าง, ร้านขายอุปกรณ์ไอที ฯลฯ 

ถ้าอยากเห็นภาพชัดก็คือ Specialty Store จะตรงกันข้ามกับร้านแบบ Convenience Store หรือร้านสะดวกซื้อแบบ 7-Eleven ทุกอย่างเลยค่ะ ( อ่านเพิ่มเติมเรื่องร้านค้าปลีก คลิกที่นี่เลยค่ะ – ร้านค้าปลีก คืออะไร? มีประเภทใดบ้าง พร้อมตัวอย่าง )

คุณจะเห็นว่าในเซเว่นจะมีของขายทุกอย่างทุกประเภทตั้งแต่ อาหาร, เครื่องดื่ม, ของใช้, ยารักษาโรค, เครื่องสำอาง แบบครอบจักรวาลเลยใช่มั้ยล่ะคะ

แต่ Specialty Store หรือร้านขายสินค้าเฉพาะอย่างเนี่ยจะเน้นขายไปที่กลุ่มสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งไปเลย อย่างเช่น ร้าน Watsons ที่เป็นร้านแนว Health and Beauty หรือร้านประเภทเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง ก็จะนำสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงาม, สกินแคร์, ผลิตภัณฑ์บำรุงผม, อาหารเสริม ที่เข้าไปแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ดูแลคุณตั้งแต่หัวจรดเท้าติดมือกลับมา เป็นสวรรค์ของคนที่ชอบดูแลตัวเอง 

หรือถ้าพูดอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ Specialty Store สามารถนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการแบบครบถ้วนในส่วนที่ร้านค้าปลีกทั่วไปทำไม่ได้ 

Watsons ตัวอย่างร้านแบบ Specialty Store VS. 7-Eleven ตัวอย่างร้านแบบ Convenience Store

2. ความแตกต่างที่ร้านอื่นให้ไม่ได้เหมือน Specialty Store  

ความแตกต่างที่ว่านี้ จะเรียกว่าเป็นจุดแข็งของร้านค้าปลีกแบบเฉพาะอย่าง ที่ทำให้เจาะกลุ่มเป้าหมายก็ว่าได้ค่ะ 

1) ความเชี่ยวชาญของคนขาย

เมื่อผู้บริโภคเลือกที่จะก้าวเข้าไปในร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง ก็สามารถสันนิษฐานได้แล้วว่า พวกเขากำลังมองหาสินค้าบางอย่างในหมวดหมู่ที่อยู่ในร้านค้านั้น ๆ และด้วยความที่คนขายรายนั้นเลือกที่จะเน้นผลิตภัณฑ์ไปที่หนึ่งหรือสองหมวดหมู่ ลูกค้าก็จะคิดว่าคนขายเป็นผู้เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ถ้าคนเขียนพูดในฐานะผู้บริโภคแล้วล่ะก็ เราจะเชื่อคำแนะนำของพวกเขามากกว่าที่จะให้พนักงานร้านสะดวกซื้อทั่วไปแนะนำค่ะ 

ตัวอย่างนะคะ 

เวลาที่เราเข้าไปใน ร้าน Pet Shop เรามักจะสอบถามกับคนขายเกี่ยวกับความแตกต่างของยี่ห้ออาหารสัตว์ ว่าแบบไหนดีกว่ากัน หรือแบบไหนจะเหมาะกับสัตว์เลี้ยงของเรามากกว่า รวมถึงแนะนำอุปกรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง แน่นอนว่าคนขายจะสามารถแนะนำเราได้อย่างละเอียดลึกซึ้งมากกว่าเวลาที่คุณไปห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปที่พนักงานจัดของก็ไม่สามารถแนะนำคุณได้ 

เปิดร้าน Pet Shop

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ร้านขายยา 

คนอ่านเคยเป็นไหมคะ เวลาไปร้านขายยา ถ้าซื้อกับร้านไหนแล้วถูกใจ ครั้งต่อไปก็จะซื้ออยู่แค่กับร้านเดียว หากเภสัชกรหรือคนขายยาร้านนั้นพูดแนะนำได้ดี ให้ความรู้เราเกี่ยวกับตัวยาเวลาไปซื้อได้ดี เราก็จะประทับใจ และเลือกที่จะกลับไปซื้ออยู่แบบนั้น 

ตัวอย่างร้านแบบ Specialty Store

Specialty Store จึงมีข้อดีที่แตกต่างตรงความเชี่ยวชาญของคนขายนี่แหละค่ะ 

2) สภาพแวดล้อมในร้าน 

ร้านสะดวกซื้อทั่วไปจะให้ความสำคัญกับจัดร้านที่เน้นความสะดวกของลูกค้าในการค้นหาสินค้าทั้งหมดที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายที่สุด

แต่สำหรับเหล่าผู้ค้าปลีกที่เปิดร้านแบบเฉพาะทาง พวกเขามักจะให้ความสำคัญกับการจัดหาสภาพแวดล้อมเชิงบวกในร้านเพื่อให้ลูกค้าได้ Enjoy กับการช้อปปิ้งในร้าน ให้ความสำคัญกับ แผนผังร้านค้า ที่มีความคล่องตัว และเน้นการตกแต่งร้านที่เข้ากับบรรยากาศ 

ตัวอย่างเช่น ร้านเพ็ทเซ็นเตอร์ (Pet Center)

จากภาพจะเห็นได้ว่าร้านนี้เน้นการออกแบบป้ายแบรนด์ผลิตภัณฑ์บน ชั้นวางสินค้า เพื่อความสวยงามและเพื่อให้ลูกค้าสามารถหาผลิตภัณฑ์แบรนด์นั้นได้อย่างง่ายดาย 

ตัวอย่างการติดป้ายแบนเนอร์บนชั้นวางสินค้า
ตัวอย่างการตกแต่งร้าน Pet Shop Specialty Store ด้วยแบนเนอร์
ร้านเพ็ทช็อปที่เป็น Specialty Store

การตกแต่งสภาพแวดล้อมในร้านด้วยป้ายแบรนด์ / ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ : เชลฟ์และแร็คจากร้านเพ็ทเซ็นเตอร์

3) การให้บริการแบบมีคุณภาพ

การตกแต่งสภาพแวดล้อมของร้านนั้นสำคัญ และสิ่งที่สำคัญกว่าคือ ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เป็นไปในเชิงบวกของลูกค้า เมื่อสร้างบรรยากาศที่ดีแล้ว คนขายจะต้องต้อนรับลูกค้า ช่วยเหลือพวกเขาตามความต้องการ และอาจให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์โดยอิงจากการซื้อที่ผ่านมา 

แม้ว่าร้านแบบเฉพาะทางจะไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ต้องการช้อปแบบรวดเร็วเหมือนร้านสะดวกซื้อ แต่ลูกค้าจะได้รับบริการแบบมีคุณภาพที่ปรับแต่งให้เหมาะกับผู้บริโภคเป็นรายคนไป และนี่คือสิ่งที่ช่วยให้ผู้ซื้อคนนั้นกลับมาซื้อซ้ำอีกนั่นเองค่ะ 

ซึ่งความท้าทายหลักที่ร้านค้าปลีกแบบเฉพาะทางจะต้องเผชิญคือ การนำเสนอประสบการณ์ภายในร้านอย่างดีเยี่ยมที่ถูกปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคนโดยเฉพาะ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ของคนขายในการให้บริการ

จึงทำให้การให้บริการเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันเหนือร้านค้าปลีกแบบสะดวกซื้อทั่วไป แน่นอนว่าพนักงานในร้านสะดวกซื้อไม่สามารถให้บริการแบบเชี่ยวชาญที่คนขายในร้านแบบเฉพาะทางทำได้ และไม่สามารถเลียนแบบความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้เทียบเท่ากับผู้ค้าเฉพาะทางเหล่านี้ได้

อ่านบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

3. ตัวอย่างร้านค้าแบบ Specialty Store 

มาดูร้านค้าปลีกแบบ Specialty Store ที่น่าสนใจกัน

1) ร้านขายอุปกรณ์กีฬา

ร้านขายอุปกรณ์กีฬา

ตัวอย่างร้านขายอุปกรณ์กีฬา  Cr. playitagainsports

2) ร้านหนังสือและอุปกรณ์สำนักงาน

ร้านเครื่องเขียน Specialty Store

ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ : ชั้นวางเครื่องเขียนร้านยูเนี่ยนพลัส 

3) ร้านขายเครื่องสำอาง

ร้านเครื่องสำอาง Specialty Store

ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook บิ๊กเบสสกลนคร

4) ร้านวัสดุก่อสร้างและฮาร์ดแวร์

ร้านวัสดุก่อสร้าง Specialty Store

ดูภาพเพิ่มเติมที่ : ร้าน Shop โฮม เหลี่ยงฮะเฮง 

5) ร้านขายอุปกรณ์ไอที

ร้านอุปกรณ์ไอที Specialty Store

ร้านอุปกรณ์ไอที / ดูภาพเพิ่มเติม : Facebook อะตอมคอมพิวเตอร์ แอนด์ โมบาย 

6) ร้านอุปกรณ์การเกษตร

ร้านอุปกรณ์การเกษตร Specialty Store

ร้านอุปกรณ์การเกษตร / ดูภาพเพิ่มเติม : เกษตรนายเยาว์

7) ร้านเสื้อผ้าแบบเฉพาะ

ร้านสูท Specialty Store

ตัวอย่างร้านสูทผู้ชาย / ดูภาพเพิ่มเติมที่ : SHELVING BY PROGROUP

8) ร้าน Pet Shop

ร้าน Specialty Store เพ็ทช็อป

ร้านเพ็ทช็อป / ดูภาพเพิ่มเติมที่ : ชั้นวางสินค้าร้าน Pet shop

4. จุดที่ควรพิจารณา 

แน่นอนว่าการเลือกเล่นกับลูกค้าตลาดใดตลาดหนึ่ง ผู้ค้าปลีกในร้านค้าแบบ Specialty Store ก็มักจะประสบปัญหาบางอย่าง ก็คือถ้าตลาดของพวกเขาการเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์และเศรษฐกิจช่วงนั้น ร้านค้าปลีกแบบนี้จะได้รับผลกระทบมากกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป  

พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าสมมติว่าคุณกำลังเปิดร้านขายชุดนักเรียน ในช่วงที่ Covid19 กำลังระบาด อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำยอดขายพุ่งได้ในช่วงนี้ เพราะโรงเรียนต่างก็ปิดกันหมด ทำให้เด็กนักเรียนต้องเรียนออนไลน์และไม่จำเป็นต้องซื้อชุดนักเรียนในช่วงนี้ ซึ่งอาจทำรายได้ลด, ขาดทุน และอาจส่งผลร้ายแรงจนถึงขั้นต้องปิดร้านไป 

ดังนั้นก่อนที่จะเปิดร้านแบบ Specialty Store ก็ควรพิจารณาแบบถี่ถ้วนและรอบด้าน พิจารณาหลาย ๆ ปัจจัยว่าเปิดร้านประเภทไหน ถึงจะสามารถทำยอดขายต่อไปได้เรื่อย ๆ แบบที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดค่ะ  

✔ สรุป 

ร้านแบบ Specialty Store แต่ละประเภทต่างก็ถือครองพื้นที่ในการค้าขายเป็นของตัวเอง และร้านค้าเหล่านี้ ก็เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับลูกค้าที่ต้องการบริการที่เหมาะกับพวกเขา มีสินค้าครบครัน มีทางเลือกในการซื้อสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการพวกเขามากขึ้น

ฉะนั้นร้านค้าปลีกประเภทนี้ ก็ยังเป็นที่นิยมและยังสามารถหาลูกค้าได้อยู่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคนที่เปิดร้านนั้น ๆ จะมีปัจจัยที่ส่งเสริมการขายของเขามากน้อยแค่ไหนนั่นเองค่ะ 

Sources :

Credit Pictures : 

บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *